แบบสั้น

ชื่อจริง ชื่อเล่น ชื่อเดียวกัน : แชน (สระ แ – ช.ช้าง – น.หนู)

ตรี วิศวะเคมี โท ไอที
เคยเปิดบริษัทตั้งแต่อายุ 21 แต่ปิดไปละ T-T
ปัจจุบัน ลงทุน + ธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ + เพ้อ ทดลอง เรื่อยเปื่อย

ถูกถามบ่อยๆว่า ทำไมใช้ชื่อ 1154

https://vihybrid.files.wordpress.com/2012/02/y1154.gif?w=692

ทำไมใช้ Avatar หน้าดำ

1. สาเหตุที่ avatar ผมหน้าดำ เพราะ เวลาผ่านหน้าผมก็คงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่แค่เปลี่ยนทรงผม สิวขึ้น เปลี่ยนอารมณ์
หน้าผมก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่ข้อความที่ผมเขียน ออกจากความคิดผม จะแสดงตัวตนของผม ณ เวลานั้นๆ ได้เป็นผมที่สุด

2. เพราะ ไม่อยากให้คล้อยตามสิ่งที่ผมเขียนในทันที  จึงเลือกเขียนสีหน้าให้ออกจะน่ากลัวซักหน่อย จะได้ไม่โน้มเอียงโดยง่าย

3. ผมเชื่อว่า สิ่งที่ ทุกสิ่งทุกอย่่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต เกิดจากสิ่งที่อยู่ในหัว จากความคิด(ดูรูปประกอบด้านขวา)

https://vihybrid.files.wordpress.com/2012/02/graduate.gif?w=150&h=150การศึกษา 1997 ผมจบ ม.ปลายที่หาดใหญ่วิทยาลัย แล้วผมได้โค้วต้าวิศวะที่ม.อ. พอได้โควต้า
ผมก็ว่างเลย แล้วไม่ได้ ent กลางเหมือนคนส่วนใหญ่ (ตอนนั้นinternet ยังไม่แพร่หลายครับ
ยังเป็น Modem 14.4 k อยู่ เลยโลกแคบ และที่บ้านก็ให้สิทธิ์ตามใจเราเลือกครับ)

รู้แค่ว่า เด็กผู้ชายเรียนพอใช้ได้ ก็ไป หมอ วิศวะ  ผมคงไม่เก่งขนาดหมอแน่ๆ ประจวบกับ
พ่อเป็นวิศวะไฟฟ้า วิศวะจึงเป็นอาชีพที่ใกล้ตัวมากที่สุด ณ ตอนนั้น แถมตอนนั้นยังไม่รู้ว่า
เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ไปทำอะไร ด้วยซ้ำไป =_= (อันนี้เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่วัตถุดิบ
ก็จะไม่มีทางนึกเรื่องที่ตัวเองไม่ได้สนใจไม่ออกเลย )

ผมอยากเรียนภาคคอมฯมาก  แต่ส่วนนึงมีโควต้าภาคคอมตรงมาแล้ว แต่ผมเรียนไม่เก่งด้วยแหละ คะแนนเลือกภาคผมไม่ถึง!
เลยต้องไปเรียนสายเคมี (แต่ตอนนี้ คะแนนภาคเคมีกลับมาูสูงต้นๆซะงั้น) แล้วผมก็บอกกับที่บ้านเลยว่า ผมจะเอาแค่จบนะ
แล้วผมก็แทบจะไม่ไปเรียนเลย ไม่ไปจริงๆครับ ไปสอบแค่ LAB กับไปเตะบอลตอนเย็น (สุขภาพเป็นสำคัญครับ เอิ๊ก)
ก็ไม่น่าแปลกใจที่เพื่อนจะมองผมแปลกๆ ถ้าเห็นผมจากมุมนั้น

ตอนนั้น ผมไว้ผมยาว ถึงกลางหลังเลย แต่ไม่มีชีวิตกลางคืนนะ กินเหล้าเบียร์ แอลกอฮอล์ ทุกชนิดไม่เป็นเลย!
ด้ง แด้นซ์ บุหรี่ ไม่ต้องพูดถึง เพื่อนเค้าชวนไปเที่ยวพวกผับ ไอเราก็ไปนั่งเครียด คือมันไม่หนุกสำหรับผมอะนะ

ดูเหมือนเด็กเรียน แต่ไม่เรียน ไม่งงนะครับ ! ยามว่าง หรือไม่ว่างก็ชอบดูหนัง สมัยนั้นเป็นม้วน VDO เทปอยู่เลย
ผมก็เป็นสมาชิกซะ 5 เจ้า เพราะเค้าจำกัดจำนวนเช่าแต่ละครั้ง แล้วผมดูมันทุกเรื่องที่เค้ามีให้เช่า จนตอนนั้น
คิดว่า น่าจะไปเรียนสายหนังไปเลย

ระหว่างนั้นอยู่บ้าน นั่งเล่น BBS, Web ไปเรื่อยๆ อ้อ ผมได้ีรู้จักกับ Top ที่ทำให้สนใจอยู่ภาคคอมมากขึ้น
ก็เห็นเค้าเริ่มทำเว็บเล่นๆ ผมก็ไปดูว่าใช้อะไรทำ ก็ลองกลับมาทำดูบ้าง ก็เป็นยุคแรกที่่เริ่มวงการ internet
(Sanook ยังไม่เกิด) จากจุดนั้น พอทำเว็บเป็น ก็เริ่มรับงานคู่กันตั้่งแต่ตอนเรียนเลยครับ

ตอนเรียนปริญญาตรีนี่ มันทรมากมาก สำหรับผม เพราะ เราไม่ได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ
แล้วพอคะแนนออกมา แน่ละคับ ผมก็จะเป็นฐานให้เพื่อนประจำ ถูกมองว่าเป็นเด็กไม่ึ้ค่อยได้เรื่อง
แต่เวลาเข้า LAB ผมมักจะได้คำชมจาก ดร.ที่คุม LAB บ่อยๆ ว่ามีมุมมองแปลกๆในการวิเคราะห์การทดลอง

แน่นอนว่า Text วิศวะเคมี มันหนา และเยอะขนาดไหน ผมไม่อ่านครับ หนังสือผมรุ่นน้องจะชอบมาก
เพราะดูใหม่และสะอาดมาก ! เวลาจะสอบ จะมีเพื่อนที่มีอุปการะเอา xerox สรุปให้ผมอ่านซักหนึ่งวันก่อนสอบ
เค้าเรีัยนกันทั้งเทอม ผมก็อ่านแค่นั้นละคับ (ต้องขอบคุณ แอ๊ะ ปู และเพื่อนทุกท่านที่อนุเคราะห์)

แต่จะไปคลุกกับภาคคอม เวลามีกิจกรรมอะไรซะมากกว่า เคยไปขอลงเรียนวิชาคอมตัวนึง
ตอนไปขอลงเรียน อ.ฝรั่งก็งงว่า เมิงอยู่วิศเคมีจะมาเรียนทำไม คะแนน midterm ออกมาก็กลางๆคับ
แค่ึคะแนนเคมี ชักไม่ดีเรื่อยๆ เรารู้ตัวว่า ขืนเป็นแบบนี้ ไม่จบ 4 ปีแน่ เลยไปขอ drop วิชาคอมไว้ก่อน
แกก็งงว่า อ้าวยูdrop ทำไม ก็พอเรียนได้นะ แต่ก็พอเข้าใจเหตุผลในท้ายที่สุด

สุดท้ายผมก็จบไปได้โดยมีเวลาเหลืออีกเทอมนึง แต่เกรดก็แบบพอผ่านจริงๆ -_-!

2002 ตอนนั้นยังทำบริษัทตัวเองที่หาดใหญ่ แต่ย้ายไปกรมส่งเสริมการส่งออก เพราะเค้ามีโครงการ
Incubator ให้ผู้ประกอบการ แล้วได้สิทธิ์ ใช้พื้นที่ฟรี แล้วก็ ค่าน้ำไฟ จ่ายนิดหน่อย ก็ดีกว่าทำงานที่บ้านครับ
เพราะไม่งั้น ผมก็ทำงานไปเรื่อย วันละ 18 ชม เพราะคิดว่า ง่วงค่อยเดินไปนอนก็ไ้ด้

บังเอิญค้นเจอว่า มีสาขาเปิดใหญ่ E-Busniess ของคณะ IT ที่พระจอมเกล้าธนบุรีหรือบางมด
ผมก็คิดว่า เออ เรียนต่อก็ดีเหมือนกันนะ เพราะ ตอนที่ทำงานอยู่นี้ มันตันมากครับ เพราะมีแต่เ็ด็กๆด้วย
กันเอง ตอนนั้นผมเคยชวนพ่อ Top มาหาโฆณษณาให้ด้วย แต่พ่อ Top มีเงื่อนไขว่า จะมีการจัดระบบใหม่
โดยจะให้ผมเป็น CEO โดดมาเลย แล้วผลตอบแทนจะไม่เท่ากัน

ณ ตอนนั้น ผมคิดว่า มันดูไม่ยุติธรรม กับความรู้สึกของเพื่อนอีก 2 คนที่เหลือ ก็เลยไม่ได้ร่วมงานกับพ่อ Top
และผลก็คือ เด็กๆอย่างเรา มันไม่มี Connection Power มากพอ ที่จะไปหาโฆษณาที่ให้เึค้าลงได้ทั้งปี
และผลก็คือ เรา 3 คน แยกย้ายกันในกลางปี 2002 นั่นเอง! ทำให้ผมตัดสินใจไปเรียนต่อในสาขา E-Business

ตอนสอบเข้า เค้าก็มีให้เลือกครับ ผมก็กรอกไป อันดับ 1. E-Business อันดับ 2 IT เพียว แล้วก็จะสอบพร้อมกันไปเลย
ผมรู้ตัวครับว่า ผมสู้เด็ก Pure Com ไม่ได้แน่ทั้งสาย วิศวะและวิทยาศาสตร์ครับ เพราะ เค้าเรียนเฉพาะทางกันมาตั้ง 3-4 ปี
แถมบางคนน่าจะทำงานมาอีก แต่ผมค้นพบช่องว่างตอนสอบครับ ยังไงนะเหรอ

ผมสอบ 2 สาขา เค้าก็โยนข้อสอบ มาให้เลยทั้ง 2 สาขา IT EB กับวิชาภาษาอังกฤษ สรุปว่า ถ้าจำไม่ผิดประมาณนี้
ผมก็ทำข้อสอบเสร็จคนแรกแล้วก็กลับบ้านเลยครับ ทั้งๆปกติ ผมจะออกห้องสอบท้ายๆสุด ตอนเรียนมัธยม
เพราะคิดว่า ถ้าเวลาไม่หมด ก็นั่งไปเรื่อยๆ เผื่อจะคิดข้อที่นึกไม่ออกขึ้นมาบ้าง หรือ โชคดี เพื่อนที่มันออกไปก่อน
แล้วมันคุยข้อสอบกันเสียงดัง เผื่อจะหลงๆมาทางเราบ้าง(เอิ๊กๆ)

แล้วทำไมตอนสอบเข้าโท ผมออกก่อนล่ะ เพราะผมได้ใช้เวลาที่มากกว่าคนอื่น ทบทวนจนคิดว่าสุดๆแล้ว
คุณอาจจะคิด เฮ้ย ทำไมเวลามากกว่าคนอื่น ก็เพราะ เวลาคนคุมสอบเค้าแจกข้อสอบ EB กับ IT มาพร้อมกันเลย
ผมเลยปิ๊งขึ้นมา เพราะผมเลือก EB อันดับ1 อยู่แล้ว และคะแนนของ IT จะสูงกว่า EB อยู่แล้วด้วย
ฉะนั้น ผมไม่ึิึิคิดทำข้อสอบ IT เลยน่ะซิครับ กามั่วเลยครับ -_-! เท่ากับ ผมมีเวลาในการทำข้อสอบนานกว่าคนอื่น !

ผมก็ไม่รู้หรอกว่า จะติดมั้ย เพราะ วิสัยของคนที่ีเรียนอยู่มหาลัยต่างจังหวัด ก็คิดว่า คนกรุงเทพน่าจะเก่งกว่า
แต่เพื่อนผมที่เรียนมัธยมด้วยกันผมว่าส่วนใหญ่ก็เก่งแล้วนะ มีทั้งโอลิมปิกวิชาการ จบโท จบเอก มหาลัยทั้งไทย นอก
ก็ดังนั้นๆเท่านั้น ฉะนนั้นถ้าเทียบกับเพื่อนเหล่านี้ ผมก็หางๆครับ

สรุปว่าผมสอบได้ และตอนสอบสัมภาษณ์ อ.บอกว่า โอ้มา Topๆ เลยนะ เราก็ละอายในใจอยู่หน่อยอะนะ
ก็เลยเล่าให้แกฟังว่า ผมทำข้อสอบด้วยวิธีีไหน แกก็ “โอ้ คิดได้นะ แสดงว่าอยากเข้า EB มาก”

พอได้เรียนจริง เนื่องด้วยปีที่ผมเรียนเป็นรุ่นบุกเบิก ฉะนั้นอะไรๆมันก็บุกเบิก วิชานึงได้เรียนกับอ. 4-5 คน
มันก็เป็นทั้งข้อดีทีไ่ด้ฟังคนที่เก่งๆจากวงการต่างๆ แต่ส่วนที่ Web,E-Commerce หรือ Internet Marketing นั้น
บอกตรงๆ ว่าผมรู้ไม่น้อยไปกว่าคนที่มาสอน ไม่ใช่เพราะเก่้ง แต่เป็นเพราะมันใช้มันทุกวัน แล้วตอนปี 2548
ตอนนั้นมันก็ยังใหม่อยู่

อย่างตอนสอบนี่ มันก็ทำใจยากนะที่เรารู้เลยว่า บางวิชาที่ เรารู้มากกว่าคนสอน คนออกข้อสอบ
แต่เค้าออกประเด็นที่มันไม่ใช่หัวใจออกมา แล้วคำตอบมันมีได้มากกว่าหนึ่งทาง หรือ ที่ถูกต้องเป๊ะๆ
กับแค่เอา concept มันเป็นอย่างไง

แล้วพอเค้าเฉลยข้อสอบในห้อง แล้วผมจับประเด็นผิดได้ว่าเค้าเฉลยผิด ผมไปคุยกับเค้า
เค้าบอกว่า ที่คุณคิดมาน่ะ ละเอียดเกินไป ถ้าผมให้คุณถูก ทั้งห้องผิดหมดเลยนะ คุณจะเอายังงั้นเหรอ
ผมจะได้บอกว่า ต้องแก้คะแนนใหม่ เพราะคุณ !

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่เชื่อในระบบเกรดอีกเลยครับ  เพราะถ้าเจอคนไม่เปิดใจ เกรด หรือคะแนน
เป็นเพียงแค่การเช็คว่า “คนที่เรียนมีความคิดเหมือนกับคนสอนหรือเปล่า” หรือ “คุณได้เรียนรู้จากตำรา
มาแค่ไหน” แล้วมันจะมีอะไรใหม่มั้ยครับพี่

แล้วตั้งแต่นั้น ถ้าผมอยากได้เกรดดี ผมก็เพียงแค่วิเคราะห์จริตของคนสอน แล้วคิดว่า เค้าเป็นคนแบบไหน
เปิดใจ หรือ ยึดมั่น  ผมก็แสดงในสิ่งที่เค้าอยากจะให้ผมทำ แต่ถ้าไอประเภทต้องมาเป็น pattern เป๊ะๆ
ก็ต้องปล่อยผ่านครับ บอกว่า ผมเขียนไม่ได้หรอกในห้องสอบ แต่ผมเขียนบอกคนตรวจข้อสอบไปเลยนะ
ว่าผมมีความคิดแบบนี้นะ  แล้วถ้าอยู่ข้างนอก ผมคงค้นอะไรได้มากขึ้น คงได้ผลลัพธ์ในแบบที่อ.ต้องการได้
ก็ใช้วิธีสอบเรื่้อยมาล่ะครับ

ผมเคยถามเพื่อนๆว่า ทำไมมาเรียนโท ส่วนใหญ่บอกว่า อยากเปลี่ยนสายงาน อยากได้เงินเดือนเพิ่ม เอ๊ะ!
ทำไมมันไม่เหมือนกันที่ผมคิดไว้เลย ผมมาเรียนโทด้วยความตั้งใจว่า อยากจะมาหาสังคมใหม่
มาหาว่า มีใครที่คิดอะไรใหม่ๆมั้ย อยากทำอะไำรเป็นของตัวเองมั้ย จะได้มาทำด้วยกัน ด้วยความตั้งใจที่เกิดจาก
ตัวของผมเองจริงๆ แต่… ก็พอเข้าใจได้ ว่า ด้วยความเป็นมาต่างกัน ความเป็นไปจึงต่างกัน

สำหรับผมที่อาจจะแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะผมเปิดบริษัทมาแล้วตั้งหลายปี ต้องทำทุกอย่าง ย้ำทุกอย่าง
ทำส่วน จากความไม่รู้ ลองผิด ลองผิด ลองผิดๆ ๆ ๆ ถึงรู้ว่า ไ้อ้ที่ถูกวันนี้น่้ะพรุ่งนี้มันก็ผิด มันก็ใช้ไม่ได้แล้ว
ได้เห็นความเชื่อมโยงของทุกส่วน  ได้ล้ม ได้เจ็บ ได้ผิดหวัง ได้อดทน ทำให้คนอื่นร้องไห้ ทำให้ตัวเองร้องไห้
“ความถูกต้อง ไม่สำคัญเท่า ความรับรู้ สำหรับแวดวงธุรกิจ” และ “ปัญหาส่วนมากเกิดขึ้นจากคน”

เวลามีรายงานหรือ Project มันจะเห็นชัดเลยว่า เราต่างจากคนอื่นมาก ไอที่คิดว่าจะเราด้อยกว่าคนอื่น
กลับเป็นตรงข้ามอย่างมาก  Project จบที่ผมคิดจริงๆ เ็ป็น Project ที่ผมตั้งใจว่า จะทำเป็น Project ใหญ่
ระดับโลก เพราะผมเชื่อว่า ถ้า่มันเป็นจริงได้ มันจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลก

ผมคิดอยู่นานว่า จะเอามาเป็น Project จบดีมั้ย เพราะลิขสิทธิ์ส่วนนึงจะเป็นของมหาวิทยาลัย แล้วผมจะเสียโอกาสทำ
แต่ผมก็คิดอยู่พักนึงว่า กว่าที่ผมจะพัฒนาProject ตัวนี้ให้จบ ชีวิตผมต้องวุ่นวายน่าดู ซึ่งมันจะขัดแย้งกับ
ความตั้งใจว่า ผมจะทำงานคนเดียว และจะทำตอนไหนก็ได้ ทำให้ผมตัดสินใจใช้ Project นี้เป็น Project จบ
แต่จะกัีกไว้ idea ไว้ส่วนนึง เพราะวันหน้า ผมเบื่อๆ รวยแล้ว อาจจะมา project นี้อีกที

และแล้ว ก็เป็นดังคาด พอผมเขียน flowchat และเล่าให้ฟัง เพืิ่้อนถาม มึงไปลอกจากหนังสือเล่มไหนมา!

แล้่วพอเสนอให้อ.ทีั่ปรึกษาดู อ.บอกว่า คณะบดีจะเข้ามาฟังเป็นกรณีพิเศษเฉพาะของกลุ่มผม โอ้ เป็นปลิ้ม

Buffet รู้ตัวตั้งแต่เด็กว่ายังไงเค้าก็ต้องรวย เำพราะวิธีคิดของเค้านั้นถูกต้อง ผมก็รู้อยู่แล้วว่า ผมว่าต้องถึงเป้าหมาย
ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แต่เป้าหมายของผมอาจไม่เหมือนคนอื่น แค่ได้ทำงานอยู่ที่บ้าน เลือกได้ว่าอยากทำงานอะไร
มันก็ใกล้เคียงกับคำว่า “อิสรภาพ”

แต่ช่วงแรกยังต้องลงแรงอ่าน ขุด หนักหน่อย เพราะทุนเราน้อย และไม่ค่อยมีเงินมาเติมมากนัก แต่ก็ไม่ได้สุุรุ่ยสุร่าย
เพราะผมไม่ได้มีชีวิตกลางคืน กิน ดื่ม เทียว  ก็เลยอยู่ได้  ใครที่อยากออกทำมาอะไรเอง ก็ให้พิจารณา
วิถีชีวิตของตัวเองด้วยนะครับ ว่าไหวมั้ย

ฉะนั้นฉะนั้นเวลาเรียนโท บอกตรงๆว่า เป้าหมายที่ตั้งใจไว้  ผมไม่เจอคนที่จะมาเป็นคู่ขาผมได้ในทันที
แต่เป็นเพราะเค้ายังไม่เคยล้มเหมือนที่ผมเคยล้มมา แต่ผมก็ได้เพื่อนดีๆมากมาย ที่ยังคบกับมาจนทุกวันนี้

การทำงาน

1999 ระหว่างรอรับปริญญา จริงๆตั้งใจจะไปต่อนอก แต่พอดี เพื่อนอีกก๊วนมันเห็นผมทำเว็บอยู่
แล้วเค้าอยากทำมั่ง
เลยมาให้ผมทำ ไปๆมาๆ จดเป็นบริษัทซะงั้นเพราะต้องรองรับนิติกรรม
บางอย่าง ไปๆมาๆ ผมกลายเป็น CEO โดยไม่ได้ตั้งใจ !

แล้วชีวิตผมก็เปลี่ยนนับจากนั้น…

ระหว่างนั้น ผมก็มีโปรเจกเว็บ Local Portal อยู่ตัวนึง กับ Top อีกทีมด้วยโดยพ่อเพื่อน
เป็นคนวิ่งหาโฆษณาให้ เว็บยังไม่ทันคลอด หาโฆษณาได้ 2 แสนกว่าไปแล้ว

จริงๆ ตอนนั้นถ้าผมกับ Top ไม่มีอุดมการณ์บ้าๆบอๆว่า จะไม่ทำเว็บรวม Link ส่งเพจส่งกลอน ป่านนนี้ชีวิตอาจจะเป็น
อีกแบบนึง เพราะตอนนั้นเว็บประเภทนี้เยอะ ทำง่าย
แต่มีคนเข้าเยอะมากๆ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่จริตของเรา เราก็ไม่ทำ
ถ้าหลับหูหลับตาทำต่อ อาจมีคนมาซื้อเว็บครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ผมอาจจะ แบ่งขายไปแล้วก็ได้

สรุปว่า จากผมอยู่ 2 ทีม ทีมแรก 6 คน เด็กล้วน แทบไม่มีรายได้เข้ามาเลยครับ
ผ่านไปไม่กี่เดือนจาก 6 เหลือ 3 คน แล้วก็มีช่วงนึงที่กลายเป็น 4 คน แล้วกลับมาเป็น 3 คน

..อีกทีม Top พอรับปริญญาเสร็จก็ต้องไปเรียนต่อเมืองนอก สรุปก็ต้องพับโปรเจกไป

แล้วสุดท้ายปี 2002 ก็เหลือผมคนเดียวครับ จากนั้นมา ผมก็เข้ามาเรียนต่อโท ที่กรุงเทพ
เพราะบอบช้ำเหลือเกินครับ ระหว่างนั้น ผมก็เริ่มรับงานอีกครั้ง ได้งานแรกๆจากเพื่อนๆครับ
ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย แต่ปัจจับัน ผมไม่รับงานเ็ว็บแล้วนะครับ
เพราะทำมา 10 ปีกว่า เจอมาเยอะ เจ็บมาเยอะ ค้นพบสัจธรรมอะไรหลายอย่าง

และสาเหตุสุดท้ายที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเด็ดขาด เพราะผมจะไม่ซิกแซกเด็ดขาด
และหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีโทรศัพท์มาจากปลายทางว่า ไม่ต้องทำต่อแล้วนะ
งานใหญ่ต่อเนื่องสุดท้ายก็จบลงในปี 2010 และผมก็ทำ eBay เต็มตัว+ลงทุนเต็มตัวตั้งแต่นั้น

และผมเชืิ่อว่า นี่เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีิวิตของผม

เกร็ดประวัิติการทำงาน:

  • เพื่อนชวนเปิดบริษัทตั้งแต่อายุ 21 (โดยไม่ได้ตั้งใจ)
  • เคยมี Website เป็นหลักร้อย
  • เคยมีผู้ใหญ่ในกระทรวงส่ง คนมาขอซื้อหุ้นบริษัท และให้จ้างให้ทำงานต่อด้วยเงินเดือนสูงมาก แต่ผมปฏิเสธไป T-T
  • Adsense Adwords Affiliate eBay ผมลองมาหมดแล้วทั้งนั้น แต่สำหรับผม ROI สู้หุ้นไม่ได้เลย
  • เคยได้ Adsense จากเว็บเดียว 30,000 บาท ทั้งๆที่เว็บปิดปรับปรุง
  • เคยถูก MThai ชวนไปอยู่ และหนึ่งในเว็บเคยเข้าไปอยู่ได้แป๊บนึง แต่ก็ออกมา
  • เคยทำ DVD Fansub เล่นๆ แล้วมีคนอยากได้ เลยขายอยู่พักนึง
    แล้วมีคนมาจ้างให้ทำเป็นส่งนอกด้วย แต่คิดว่า มันชักผิดเลยเถิด เลิกเลย
  • เคยได้รับจดหมายจาก LiverpoolFC ลงลายเซ็นจาก MD มาเลย เพราะไปเอา Clip เค้ามาใช้ เมื่อหลายปีก่อน
  • เพื่อนที่เคยชวนเปิดบริษัท ปัจจุบันเป็นมือแต่งเพลงละครเวทีชื่อดัง,ทำ บ.ทัวร์, และสืบทอดกิจการที่บ้าน
  • ปัจจุบันยังทำ E-Commerce อยู่ เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียน
  • eBay Feedback ก้าวสู่ 5,000 และปัจจุบันโดน Limit เพราะช่องโหว่ของระบบส่งบ้านเราไม่สมบูรณ์ (ช่วงนี้จะเจอกันเยอะ)

พร่าม

ผมรู้ตัวอยู่แล้ว ว่าผมบ้ากว่าคนอื่นตรงไหน เพราะผมใช้เวลามากกว่าคนอื่นไม่รู้ตั้งกี่เท่า ในการทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
ผมทดลองสมมติฐานบ้าๆบอของผมอยู่ในหัววนไปวนมา ถามเอง ตอบเอง ด่าตัวเอง ท้อเอง วนไปวนมา

คนอื่นไม่รู้ ก็คิดไปว่าผมบ้าหรือหมกหมุ่นมากไปหรือเปล่า ผมคงห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้
หน้าที่ของเราคือ ต้องเชื่อในตัวเองก่อน ถ้าเราไม่เชื่อตัวเอง คงเป็นเรื่องยากที่จะไปทำให้คนอื่นมาเชื่อสิ่งที่เราคิด

หน้าที่ถัดไปคือหาข้อมูลทุกอย่าง เพื่อตรวจสอบความเชื่อว่ายังเป็นไปได้มั้ย หามันเข้าไป ขุดมันเข้าไป
ลอง share สิ่งที่เราคิดให้คนอื่น (คนที่คุณคิดว่า คนเก็ทไอเดียคุณได้) ถ้าเค้ามีคำถามมาต่อ
เราตอบได้มั้ย ถ้าตอบไม่ได้ ก็เป็นการบ้านไปคิดมาต่อ

ผมเชื่อว่า คนที่ประสบความสำเร็จไ้ด้ ต้องผ่าน 1,000 ชม 10,000 ชม. มาแล้วทั้งนั้น

ลงทุนก็เหมือนกัน ถ้าคุณไม่ทำการบ้านเอง แล้วลอกคนอื่นอยู่เรื่อยๆ จะคาดหวังผลตอบแทนเหมือน
คนที่เค้าทำต้นฉบับเอง ก็คงไม่ได้ แล้วพอราคามันสวิงลงไปลึกๆ แล้วคุณไม่ได้ทำการบ้านเอง คุณก็จะไม่มั่นใจ
ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว
ขึ้นมาหน่อยก็ขายหมู วนอยู่อย่างนี้แหละ

มันไม่สำคัญเลยครับว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา เราไม่ได้เป็นอย่างสิ่งที่คนอื่นคิด
เราจะเป็นในสิ่งที่เีราคิด ทำ คิด ทำ คิด ทำ และ ยังวนเวียนคิดอยู่

https://vihybrid.files.wordpress.com/2012/02/target_icon.jpg?w=150&h=142เป้าหมายทางการเงิน:  อิสรภาพทางเงิน เช่นเีดียวกับคุณที่อ่านอยู่

เป้าหมายในการเขียน
: บันทึกสิ่งที่ได้ทำ ค้นพบ เพื่อ ทบทวนตัวเอง และแบ่งบันข้อมูล ให้คนอื่นๆ

ได้ศึกษาแนวทางการลงทุนของผมบ้าง เพื่อจะเป็นประโยชน์ หรือเป็นจุดประกายบ้าง เหมือนที่ผมเคย
ได้รับมาจากท่านอื่นมาก่อน

เป้าหมายกับคนรอบข้าง : ถ้าผมพอจะช่วยแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ลงทุน,e-commerce
, marketing,IT, Gaget กีฬา,หนัง,หนังสือ  คือ ผมสนใจอะไรค่อนข้างหลากหลาย ออกแนวเป็ดๆหน่อย
ซึ่งทำได้หลายอย่าง แต่ก็พอถูไถ ไม่ดีเลิศซักอย่าง แต่ก็ผมพยายามที่จะเป็น Mega Duck
(เป็นชื่อเกมที่เพื่อนผมเคยทำ)
ลองถามมาดูครับ ถ้าผมไม่รู้ ผมติดนิสัยไปค้นมาให้อยู่ดี แต่อยากให้พยายามทำการบ้านด้วยตัวเองก่อน
เพราะผลดีมันจะได้กับคุณเอง ไม่มีคนลอกการบ้านคนอื่น แล้วได้เกรียตินิยม หรือเป็น มหาเศรษฐี หรอกครับ ไม่นับพวกโจรขโมยนะ ><

เป้าหมายสุขภาพ :  ออกกำลังกายจาก สัปดาห์ละวัน จะให้ได้ สัปดาห์ละ 5 วัน และมี Six Pack อีกครั้งใ้ห้ได้ =_=

เป้าหมายชีวิต : “รู้สึกตัว” ให้บ่อยที่สุด

ผมชอบวรรคทองที่ว่า ต่อให้คุณ คุณรวยขึ้น 5เท่า 10เท่า คุณก็ใช้ชีิวิตไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่หรอก
แต่ถ้าคุณจนลงแค่ครึ่งนึง นี่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ ฉะนั้นถ้าอยากรวยเร็ว ก็หาลืมมอง Downside เผือพลาดด้วยนะ

สิ่งที่ควรใส่ใจคือ เวลาที่เหลือต่างหาก เพราะ เวลา ต่างหากที่เป็นสินทรัพย์จำกัด ใช้ไม่หมด เอาไปฝากทบพรุ่งนี้ก็ไม่ได้!
แนวโน้มของทรัพย์สินจำกัดที่เหลือน้อยลงทุกขณะ จึงมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่อยากจะเพิ่มเวลา การออกกำลังกาย การรักษาสุขภาพ การกินดี อยู่ดี คิดดี อยู่ในสังคมดีๆ ไปในที่ดีๆ
ก็อาจจะเพิ่มเวลาที่จะอยู่บนโลกนี้ได้นานขึ้น  พอเราอยู่นานขึ้น  ในทิศทางที่ถูกที่ควร ยังไงก็สำเร็จครับ
ช้าหรือเร็วแค่นั้นเอง

ปล รู้สึกตัวว่าเขียนยาวมาก แต่ก็เพราะมีแว๊บที่รู้สึกว่า อยากเขียน ก่อนที่จะลืม ว่าตัวเองผ่านอะไรมาบ้าง
คิดอะไรอยู่บ้าง เผื่อวันข้างหน้าตัวเองกลับมาอ่าน จะได้รู้ว่า ณ ตอนนั้น เราคิดอะไรอยู่

คุณอาจจะจด note ไว้เป็นส่วนตัวก็ได้ ขอให้จด ขอให้เขียน  อย่าคิดว่า ต้องรู้เยอะก่อน แล้วถึงจะเขียนได้
เพราะ ผมถือว่า การบันทึกเรื่องการลงทุน คือการทบทวน และถ่ายทอด ความเข้าใจของเราที่มีต่อธุรกิจออกมา
ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำ ก่อนลงทุนเสมอ แล้วผลตอบแทนคุณจะดีกว่าเก่าแน่นอน

แต่เชื่อเถอะครับว่า ถ้าคุณเขียนให้คนอื่นอ่านด้วย คุณจะได้อะไรเพิ่มมากกว่าคุณคาดหวังซะอีก
เพราะถ้าสิ่งที่เราเขียน มีคนมองต่าง หรือให้ข้อมูลที่ใหม่กว่า ถูกต้อง ทันสมัยกว่า เราก็รู้เพิ่มมากขึ้น
แถมได้เพื่อนใหม่ๆ ที่เก่งๆ ที่ชอบ ที่สนใจเรื่องเดียวกัน คุยกันถูกคอไปเลยครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ที่ผมเขียนซะยืดยาว ด้วยหลายเหตุผล

หนึ่ง
ครอบครัวผม หรือเพื่อนผม ก็ไม่รู้จักผมไปซะทั้งหมด ก็อยากให้เค้าได้อ่านจากที่ผมเขียนเอง

สอง เพราะอยากให้คุณรู้จักผมมากที่สุด จะได้เอาไป วิเคราะห์ข้อมูลที่ผมเขียนได้ว่า ไอหมอนี่
มันเป็นของมันแบบนี้นะ อย่าไปเชื่อที่ผมเขียนทั้งหมดโดยการอ่าน แต่โปรดจงพินิจตาม

สาม หากในกาลหน้า ผมมีอันเป็นไปด้วยความจำเสื่อม หรือข้ามเวลาจากอดีตมาได้
ผมกลับมาอ่าน Blog นี้ ก็น่าจะรู้จักตัวเอง แล้วก็เรียนรู้จากที่ตัวเองได้เขียนเอาไว้
ก็น่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ \^o^/ (เพ้อเจ้อดีมั้ยคับ ห่ะๆ)

และหวังว่า ผมคงได้อ่าน version ในแบบของคุณบ้างเนาะ ^^

6นาทีก่อนเที่ยงวันคุณจะหิว.. (แต่มักจะก่อน)
6นาทีก่อนเที่ยงคืนคุณจะง่วง..(

มักจะก่อนเช่นกัน ^^!)
ชีวิตก็เหมือน6นาทีนั้นแหละ…(ยังไงอะ)
ที่ต้องตัดสินใจว่าจะกิน.นอน.หรือลุยต่อ (zzZZZ)

1154
ติดต่อผมได้ที่ twitter.com/Shaen
เขียนครั้งแรก 8 ก.พ. 55
เพิ่มเติม 22 มิ.ย. 55 และเรื่อยๆ ^^

43 responses »

  1. แอมได้ web มาจากเพื่อนพี่คนนึง(พี่บอย) เค้าให้ลอง
    อ่านดู แล้วแอมก็พบว่า พี่ก็เป็นอีกคนนึง ที่คิดอะไร ไม่ค่อยเหมือนคนส่วนใหญ่ จริงๆ 555+
    ชอบในความคิดนะคะ ^^

  2. ผมว่าเขียนดีนะครับ อ่านแล้วเพลินดี
    เหมือนได้เก็บประวัติ resume ของตัวเองเก็บไว้อ่าน
    อีก 5 ปี 10 ปี มาupdate ต่อด้วยนะครับ

    • ขอบคุณครับ

      ถ้ามีอะไรเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีก ก็จะมาเขียนเรื่อยๆครับ
      เพราะเชื่อว่า แม้แต่คนในครอบครัวผม ก็รู้จักผมในเฉพาะมุม
      ที่เค้าเห็นเท่านั้น

  3. อ่านไปก็งงผสมทึ่งไป …
    จะว่าไปแล้วประวัติในอดีตนี่ยิ่งกว่าน่าทึ่งกว่าสตีฟผู้ล่วงลับอีก

    ทำไงดี อยากรู้ไอเดียพลิกโลกต่ออีกนิดส์….

    • ทึ่งว่า มันอยู่รอดมาได้ไงใช่ปะ

      ไอเดีย ถ้าเล่าไปนิดนึง ฉลาดๆแบบชิน เอาไปทำต่อ นี่อึ้งเลยนะ 55

      ชินเองธรรมดาซะที่ไหน ถือว่าพ้นน้ำ พิสูจน์ตัวเองไปแล้วด้วย
      ยังไงเขียนเล่าให้ฟังบ้างซิ

  4. มาตามอ่าน ชอบมุมมอง และความคิด ขอเป็นกำลังใจให้ในการเขียนบล๊อกดีๆออกมานะครับ

    • ขอบคุณคับ ถ้ายังมีไฟ มีคนอ่าน และคิดว่าเป็นประโยชน์อยู่บ้าง
      คิดอะไรออก ก็จะเขียนไปเรื่อยๆคับ😀

  5. เรียนจบที่เดียวกันเลยครับ หาดใหญ่วิทยาลัย อ่านความคิดเเล้วชอบครับ คนที่”กล้า”ทำสิ่งที่รักเเบบนี้เเหละครับสุดยอด เพิ่งทราบว่าผมมีเป้าหมายตรงกันกับคุณ นอกจากเรื่องอิสรภาพทางการเงินเเล้วคือ…ผมอยากมีSix Packซักคร้ังในชีวิต
    เป็น 1 ใน 10 สิ่งที่เคยเขียนไว้ใน 10 thing that I must do before die (;

    • ยินดีที่ไ้ด้รู้จักครับ ^^
      สิ่งที่ยังอยู่ในหัว ไม่เลือนหายไปง่ายๆ
      มันต้องเป็นจริงซักวันคับ แต่ช้าหรือเร็ว
      ก็อยู่ที่เราให้มันเป็นลำดับที่เท่าไหร่

      ตอนนี้ Six Pack เริ่มหายๆจากหัวไปหน่อยๆแล้ว 55

  6. ชอบครับ เขียนน่าอ่านมาก ครับ นี่ถ้าเขียนหนังสือนี่ผมซื้อคนแรกเลย (ถ้าซื้อทันนะ) 555

  7. ตามมาอ่าน เขียนได้ดีจริง ๆ
    หาดใหญ่นี่เป็นแหล่งรวมเซียนและคนเก่งทั้งนั้นเลย

  8. ขอคารวะ ทึ่งมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มือใหม่หัดขับมีอะไรจะแนะนำอีก ตามอีเมล์……… เกษียณก่อนกำหนด
    กำลังศึกษา ลองผิด ลองถูก แนะนำด้วย

  9. ขอบคุณ ที่มาแชร์ทั้งความคิดและ สิ่งที่คุณ ได้ลงมือทำ แถมมีทั้งสิ่งสำเร็จ ล้มเลว เป็นสิ่งเตือนสติได้เหมือนกันก่อนจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง แต่อิจฉาคุณจังที่ได้มีโอกาสลองถูกลองผิดอาจเพราะคุณมีทุนชีวิตมาดี แต่บางคนอาจมีความคิดสุดโต่งกว่าคุณแต่หมดโอกาสเพราะเอาทุนครอบครัวมาเสี่ยงไม่ได้ ขอให้คุณได้พิสูจน์ตนเองต่อไปและมาเป็นครูของสังคมด้วยนะค่ะ

    • ยินดีครับ จริงๆครอบครัวผมยากจนมาก่อนนะครับ แม่เป็นช่างเย็บผ้ามาก่อน พ่อก็เป็นพนักงานรัฐธรรมดาครับ

      ธุรกิจที่ผมทำ ไม่ได้ใช้เงินทุนเป็นหลัก แต่ใช้แรงกายและสมองเป็นหลักครับ อย่าง eBay ทำเว็บ

      ถ้าใครเริ่มที่ทุนน้อยๆ ผมก็แนะนำให้หาของมาขายดูครับ เพราะเราจะได้ทำธุรกิจด้วยตัวเอง ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ วิเคราห์ะตลาด ว่าจะขายอะไรดี หาสินค้าที่ไหนถูก ส่งยังไง ถ่ายรูปเอง ถ่ายยังไงให้น่าสนใจ เขียนคำบรรยาย นำเสนอเอง ห่อเอง ส่งเอง ของหาย หรือเสียหาย ลูกค้าโกง
      คำนวณกำไรขาดทุนเอง จะลดต้นทุนยังไง จะเพิ่มยอดขายยังไง ก็ได้เรื่อง Marketing
      สรุปว่า เราจะเจอทุกรูปแบบเลยครับ ผมถือว่า ผมได้เรียนรู้อะไรจากการทำ eBay มาไม่น้อย และเป็นพื้นฐานในการลงทุนเป็นอย่างดีครับ

      คิดไปคิดว่า ผมคิดว่าผมนักธุรกิจมากกว่านักลงทุนนะ ^^

  10. ขอบคุณค่ะที่ตอบ
    คุณแชน…ความจริงดิฉันเป็นมนุษย์เงินเดือนให้บริษัทญี่ปุ่น แต่มีฝันว่าอยากมีกิจการเล็กๆของตัวเองจึงศึกษาไว้และอ่านแล้วideaคุณหลากหลายมุมมองน่าจะมีวิสัยทัศน์ไกลหากจะรบกวนปรึกษาในภาคหน้าคุณจะมีเวลาไหม และคิดค่าเป็นที่ปรึกษาอย่างไรค่ะ

  11. น่าทึ่งมากครับ อิสรภาพ เริ่มมาจาก ความคิด
    และ ทำในสิ่งที่ตัวเราเอง คิดที่จะทำ

  12. เพลินดีคับ

    ดูเหมือนจะมี สัญชาตญาณ นักกลยุทธ พอควรเหมือนกันนะคับ

    ผมว่าขาดเรื่องสาวๆ ไป นะคับ
    รวมชีวิตอกหัก สมหวังไปเลยไม่ครบ
    (ล้อเล่นนะคับ อย่าเขียนจริง แต่ถ้าเขียนก็อ่านคับ)

  13. ประวัติน่าติดตามมากพี่ สู้ๆทั้งเรื่องความคิด ความฝัน เป้าหมายและความสุขนะครับ
    ส่วนตัวผมเชื่อว่า “จุดเปลี่ยนในอดีต สร้างความเป็นเราในปัจจุบัน” ครับผม
    ว่างๆ จะลองพิมพ์เอามาแลกเปลี่ยนครับ

  14. ผมติดตามคุณ”แชน”มาจาก Thai VI(NINE และ SIMAT) อ่านประวัติและแนวคิดในหลายๆเรื่องแล้วชอบครับ ถ้ามีโอกาสก็อยากเจอตัวเป็นๆเหมือนกันครับ ผมว่าชีวิตและมุมมองของคนทุกคนเป็นอะไรที่หลากหลายและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ถ้ามีโอกาสขอเลี้ยงข้าวสักมื้อ จะได้มีโอกาสพูดคุย ซักถามให้มากขึ้นครับ

    • ขอบคุณครับ -/\-
      ผมว่าทุกคนที่อ่าน blog นี้และไม่ได้อ่านก็ล้วนมีปสก มาไม่น้อย
      เพียงแต่ผมเขียนมันออกมา เท่านั้นเองครับ ^^

  15. คิดว่าคงจะมีพลังลึกลับอะไรบางอย่างอยู่สินะ ถึงทำให้ผมบังเอิญผ่านมาเจอบล็อคของคุณแชนในวันเข้าพรรษาพอดิบพอดีครับ

    • ยังไงคุณ PAnubis ก็ต้องเจอ Blog ผมครับ ไม่ช้าก็เร็ว
      เพราะเรามีความสนใจทับซ้อนกัน
      แต่เจอกันวันเข้าพรรษาถือว่าเป็น ฤกษ์ดีครับ ^^

  16. Pingback: VIสายดำ 1154 (Write’s Cut) | VI Hybrid by 1154

  17. ผมไล่อ่านมาจากตอนแรกเมื่อนานแล้ว และผมก็ไปฝึกเทรดมา ตอนนี้มาไล่อ่านใหม่ ขอบคุณครับ ทำให้ผมพัฒนามุมการลงทุนการเทรด และเรื่องธุรกิจมาขึ้นครับ

    ขอบคุณครับผม

  18. เยี่ยม!! เขียนได้เห็นภาพเลยว่ะ ปล. ดีใจนะ มีกุอยู่ในเสี้ยวเวลาของเมิงด้วย >_<

  19. เยี่ยมครับ การเดินทางของชีวิตผกผันคล้ายคลึงกันหลายอย่าง

    น่าสนใจ ศึกษา แลกเปลี่ยน ความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนา ตนเองต่อไปครับ

    เรื่องทำธุรกิจ เจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยไม่น่าจะแพ้กัน

    ส่วนเรื่อง การลงทุน คงต้องขอตำแนะนำ ฝากเนื้อ ฝากตัวด้วยครับพี่

    • ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้โอด้วย ทั้งเรื่องธุรกิจ การลงทุน และชีวิต

      ปล จากที่เคยเขียน ชีวิตเปลี่ยนไปพอสมควร ไว้มีนัยยะดังคาด จะกลับมาเขียนตอนต่อครับ

ใส่ความเห็นได้เลยครับ:)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s