กำเนิด ThaiOppday

มาตรฐาน

จุดเริ่มต้น

vihy

https://www.facebook.com/x1154x/posts/554334161344660

พอมีเสียงตอบรับ คนร่วม “ลงทุน ลงแรง”ด้วย
ผมก็ทำเป็น  Blog ใหม่ขึ้นมาเลย ตอนนี้มีสมาชิกยังไม่เยอะ แต่ก็เริ่มทยอยเขียนกันเข้ามาแล้ว
สนใจอยากร่วมด้วย เชิญเลยครับ ลงแรงนิดหน่อย

ThaiOppday
วิธีการสมัคร Thai Oppday

1.สมัครสมาชิก ที่ http://thaioppday.wordpress.com/
(ฟรี แต่ยังอ่านไม่ได้ จนกว่าจะส่งสรุป oppday ที่ตัวเองจดเอาไว้แล้วส่งมาที่ Message ในเพจ VI Hybrid
เพื่อยืนยันว่า ท่านพร้อมที่จะแชร์แล้ว)

2 ส่งสรุป Oppday มาที่ กล่องข้อความ ของเพจ VI Hybrid 

3.ผมจะทำการ Activate ให้ท่านเข้ามาอ่าน/ เขียนได้

ที่ผมทำแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพราะผมก็จดของผมอยู่แล้ว
แต่ทันทีที่คุณเริ่มจด มันจะดีต่อคุณเองทันที แม้นคุณไม่ได้มาแชร์ก็ตาม
แต่ทันทีที่คุณแชร์ ผมแค่ทำให้เห็นว่า คุณจะได้ผลตอบแทนกลับไปทันที
คุณลงทุนเขียนแค่อันเดียวก็ได้ แต่ตคุณจะได้อ่านของเพื่อนอีก
แต่มันจะมีประโยชน์มากขึ้น ถ้าคุณเลือกที่จะแบ่งปัน

“ยิ่งให้ ยิ่งได้”  เชื่อผมมั้ยครับ

### Thai Oppday ###
“When Everday is Oppday”

NEP หุ้นครู

มาตรฐาน

ยังจำหุ้นตัวที่แรกที่คุณซื้อในชีวิตได้มั้ยครับ ?

Nep หุ้นตัวแรกที่ซื้อในชีวิตเม่า แบบไม่รู้เรื่องเมื่อหลายปีก่อน แล้วก็ได้รับบทเรียนไป
หลังจากที่ไม่เคยออก  Oppday มาเลยกลับ มาออกoppday ในรอบหลายนาน แปลกใจมาก
เพราะขาดทุนตลอด ยังกล้ามาออก น่าจะมีอะไร เลยขอชมสักหน่อย

nep-set


68% ลงทุนใน นวนคร
32% ทำ Packing: ถุงพลาสติก กระสอบ

  • 29% อาหารสัตว์
  • 14% กลุ่มแป้ง
  • 19% Trader
  • Mk Share 2%

งบโชว์เลยว่า ต้นทุนขายสินค้ามากกว่ารายได้ อ่านไม่ผิดหรอกครับ เหอๆ

 

nep-income

หลังจากฟัง ผบห  อยู่พักใหญ่ จับใจความได้ว่าที่ กำไรขั้นต้นยังขาดทุนเป็นเพราะ

1.ค่าแรงกระทบมาก (มันก็นานแล้วนะเฮีย ยังปรับตัวไม่ได้อีกเหรอ)
2. ของเสีย 8-10% !!!  (เอิ่ม มันเยอะไปมั้ยครับ และน่าจะเป็นสาเหตุหลักๆเลย)

ผบห บอกว่า จะแก้ปัญหาด้วย
2.1 สั่งซื้อเรื่อง Recycle (แก้ปัญหาด้วยเงินอีกแล้ว ทำไมไม่ดูกระบวนการผลิตว่ามีตรงไหนหละหลวมบ้าง)
2.2  Human Error (จะคุยกับลูกค้ากับหัวหน้างานให้ละเอียดกว่านี้ …)

ต้นทุนวัตถุดิบที่ทำ กระสอบ ขึ้นกับ เม็ดพลาสติก แล้วมันก็ไปขึ้นกับ น้ำมัน ที่ผันผวนอีกที

 

nep-eps
ถึงตรงนี้เกียจดูแล้วครับ ลองไล่ดูใน Slide ดูนะครับ

สรุป ตอนแรกคิดว่า มาออก Oppday จะมีประเด็นอะไรใหม่ๆ แต่เท่าที่ฟัง ยังไม่เห็นว่ามีอะไรใหม่
ยอดขายโตขึ้นจริง  แต่ถ้ายังแก้ปัญหา GPM ติดลบยังไม่ได้ แล้วไปยิ่งขยายกำลังการผลิต ยิ่งขายเยอะ ยิ่งขาดทุน
เจริญพร

อย่าถามว่ามีหุ้นมั้ยนะครับ เขียนมาขนาดนี้แล้ว เหอๆ แล้วก็ที่เขียน เพราะผมคิดว่า ผมเสียเวลาฟังแล้ว
ขอเสียเวลาเขียนต่ออีกหน่อย สรุปประเด็นคร่าวๆ ก็จะประหยัดเวลาคนอื่นไปได้ด้วย

ปล แล้วหุ้นตัวแรกของคุณคือตัวตัวไหนครับ ซื้อเพราะอะไร แล้วลำใยหรือขาดทุน เล่าสู่กันฟังหน่อย ^_^

5 June 2014
แชน – 1154

บันทึกลวกจิ้ม ARROW ไม่ได้ขายเสื้อนะ

มาตรฐาน

Arrow

ท่อในอาคาร
60%ท่อร้อนสายไฟฟ้าในอาคาร
(พวกโรงบาล โรงแรม ไม่ได้เน้นคอนโดอย่างเดียว)
10% ท่อปรับอากาศ
<1% ท่อประปายังน้อยอยู่ แต่มีโอกาสมาก เพราะ จีน เวียดนาม ใช้ท่อน้ำ PP-R ท่อเขียวทั้งประเทศ (Polypropylene Random Copolymer) เป็นท่อน้ำดื่มที่สะอาดที่สุด ผลิตในไทย และเป็นเพียง 1ใน 2 รายของไทย คำถาม : ตอนนี้ไทยใช้ไปเท่าไหร่หว่า? ถ้ายังใช้น้อยก็เป็นตัวเร่ง ผลิตเองในประเทศ #1ของไทยและเอเชีย วัตถุดิบ 92-95% เหล็กเคลือบสังกะสี นำเข้าจากจีน เพราะถูกกว่าในไทย สั่งซื้อ 3 ราย (จีนเริ่มใช้เหล็กน้อยลง ราคาเลยลงๆทรงๆ เป็นผลดี แต่ก็มีเช็คราคากับ alibaba ตลอด) 5% เม็ดพลาสติก PP-R,PVC ชำระเป็น Dollar ความเสี่ยง ราคาวัตถุดิบ > นำเข้าจากจีน > stock 2 เดือน ไม่มีการเก็งกำไร
ค่าเงิน $US

ตัวเร่ง
-ถ้าเอาพวกสายไฟลงดิน ก็จะได้ประโยชน์เยอะมาก
– อาคารสูงเกิน 8 ชั้นต้องใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้า
– ท่อน้ำ PP-R มีโอกาสโตเยอะ จากแนวโน้มที่ใส่ใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น

ธุรกิจก่อสร้างโตราว 10-12%/ปี
Arrow ทำได้และยังตั้งเป้า 20%/ปี

ความเสี่ยง
-การชะลอตัวเศรษฐกิจในบ้านเรา

GM แลพ NPM โตขึ้นเรื่อยๆที่ 27 และ 13%
อยู่มา 25 ปี

ช่องทางการขาย
– สัดส่วน ตัวแทนจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ 50%
– โครงการ 38%

ส่วนตปท โตจาก 7%>12% 55และ 56

ปัจจุบันทำงานวันละ 1-2 กะ (กะละ 8 ชั่วโมง)

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ
– ที่ผ่านมาโตราว 12-20% ทุกปี
– Gross Margin/NPM ในธุรกิจแบบนี้แต่รักษาระดับ 25% และ 15%  ได้ดีมาโดยตลอด
– Ratio สวยเกินกว่าราคาที่จะอยู่แถวนี้
– P/E ต่ำกว่า Growth และค่าเฉลี่ยของ MAI

ลองดูบทสัมภาษณ์แกดูนะครับ จะได้เห็นบุคลิกแกหลายๆมุม

บันทึกลวกจิ้ม TRU Oppday Q1-2014

มาตรฐาน

TRU
28 May 2014

70% Tooling & OEM Part
21% Contract Assembly & Pating
3% Special Purpose Vehicle

83% Automotive( เจ้าใหญ่ๆทุกยี่ห้อ)
7% Motocycle (Triumph & Kawasaki)

ผบห ถึงกับเอ่ยปากว่า “ทรงกับทรุด”

2.3 ล้านคันไปไม่ถึง น่าจะเห็นลดลงอย่างน้อย 10%

Spcecial Purpose Vehicles
แปลงVios เป็นรถไฟฟ้า 100%

รถต้นแบบ Transformer (1.3-1.5M) ที่เคยประมูลราชการแต่ไม่ได้
ก็เลยขายแบบเจาะตลาดรถบ้าน ให้ Dealer วางขาย

ถ้าปีนึงขายได้สัก 300 คัน Break Event
ตอนนี้ตลาดรถ PPV ปีละ 60,000 คัน/ปี
ขอ 0.5% ทำได้มั้ย

ตอนนี้นั่งได้ 5 ที่นั่ง กำลังพัฒนา Model ใหม่ให้เป็น 11 ท่ีนั่ง
คล้ายๆ RangRover 130

รำลึกอดีต ตอน Peak Thairung เดือนละ 800 คัน
รวมๆแล้วหลายแสนคัน

Production Volume
526,799 >> 517,492
-2% Qoq
-28% You

ยอดขายรถในประเทศลดลงเยอะ
296,385 > 224,171
-24% QoQ -46% You

CBU Export
Q1/2014 = 291,509
Q4/2014 = 280,811
+4% QoQ

รายได้ลดลงทุกส่วน
701>> 640
Tooling OEM -3%
Assembly & Painting – 16%
Sales of Car -33%
Other – 24%

จะเปลี่ยนเกมจาก OEM >> Co Brand
เพราะการที่ตทป จะเข้ามาลุยเดี่ยวๆก็เกิดยาก แต่เรายังแข็งในประเทศ

อินเดียสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะค่าเงินเค้าถูกมาก

 

tru-graph

Car-industy

ปล จดลวกๆ เอาประเด็นไว้ไม่ให้ลืม ไม่สละลวย ขออภัยด้วยนะครับ
ปล2 ไม่มีหุ้น แต่รอดู เผื่อมีสัญญาณกลับตัว (ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่)

28 May 2014
แชน – 1154

Simat AGM 2556

มาตรฐาน

Sinet AGM 2557

— Sinet FTTx —

Sinet ยอดปัจจุบัน 1,100 sub ยังคงห่างไกลจากเป้าหมาย 10,000
แต่สัญญาร่วมมือกันของเรากับ AIS จะเป็นตัวเร่งให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น

(จากข่าวที่ AIS เคยให้ไว้ว่า ตั้งเป้า mkt share 10%ใน 5 ปี นั่นคือ 500,000 port
แต่ก็เป็นทั่วประเทศ ส่วนเชียงใหม่ โคราช ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ ที่ตอนนี้มีผู้ใช้ราว 2xx,xxxคน
เราขอส่วนแบ่ง 10% ก็จะได้ราว 2x,xxx พ้นจุด Bev ที่ไมยาก)

Promotion ที่จะใช้เป็นตัวลุยของ Sinet ตอนนี้คือ Wifi 15/5
โดยเราจะเดินสายตามหมู่บ้าน แล้วเชิญชวนให้มาทดสอบกันสดๆเลย
อีกข้อที่เป็นช่วยเพิ่มน้ำหนักการตัดสินใจคือ ถ้าไม่พอใจ ยินดีคืนเงินใน 7  วัน
ถ้าพอใจก็เซ็นสัญญากันเลย จะเริ่มแผนนี้ที่โคราช ต้นเดือนพฤษาภาคม

{หลังไมค์ เราเริ่มมีการพูดคุยจังหวัดอื่นๆบ้างแล้ว}

— Simat Label —

Simat Label

เป็นครั้งแรกที่คุณศิริภพ CEO บ.ย่อยของ Simat (ถือหุ้น 86%) พูดใน AGM
เป็นธุรกิจที่พลิกฟื้นจากขาดทุน แล้วพลิกเป็นกำไร แล้วโตได้อย่างน่าประทับใจ
ตอนนี้มีพนักงานราว 4x คน มีวิศวกร 3-4 คน

ลูกค้ามีทั้งแบบ Margin  ต่ำ ที่พิมพ์ทั่วไป กับ พิมพ์แบบ Stamping(พิมพ์ผิดขอภัย)
ลูกค้ากลุ่มทั่วไป ทีทั้ง Tag Levi’s ตัวหนัง Major ,ตั๋ว AirAsia เป็นต้น

แต่พยายามจะจับกลุ่ม Digital Elect อย่างหมวด มือถืออย่าง iPhone และ Sony
ตัวนี้เป็นเหมือน Sticker Label ที่ช่วยให้การเดินวงจรไฟสะดวกขึ้น
ตรงนี้เป็นลิขสิทธิ์ที่ บ.คิดเอง และมีเพียง 5 บริษัทในโลกที่ทำได้!!!

ปกติเวลาสั่งของ Apple,Sony จะสั่งของล่วงหน้าเพียงหลักสัปดาห์เท่านั้น

ถ้ายอดขาย iPhone,Sony ดี Simat Label ก็ดีตามไปด้วย
ตรงนี้ต้องอาศัยการประมาณการตลาดด้วยระดับนึง แต่ก็พยายามกระจายความเสี่ยง
ไปให้่ sub ที่จะแบก stock ไว้เป็น Buffer เองด้วย

หมวดกล้องอย่าง Nikon และ Canon : ได้ทั้งส่วนของBody กล้องกับเลนส์ด้วย
Nikon ได้งานมา 2 Model เริ่มผลิตเดือน พ.ค 57 แล้วอีกรุ่นเริ่ม Q4/57

อย่าง Label ที่ส่งให้ Tesco Margin แค่ 5% แต่เน้นปริมาณเพื่อให้คุ้มค่า Operation
ส่วนหมวด IT จะมีมี Margin สูงกว่า มี Gross Margin ราว 40-50%
พยายามจะคุม Net ให้ได้ถึง 20% ตอนนี้เฉลี่ยราว 15%

 เครื่องจักร ณ เวลานี้ Capacity 80-100% แต่ได้สั่งตัวใหม่เข้ามาแล้ว
คาดว่าจะเข้ามาภายใน 1-2 เดือนนี้ ก็จะทำให้กำลังการผลิตขยายเป็นเท่าตัว
คร่าวๆ เครื่องจักรที่เป็น 1st Tier ผลิตได้ราว 2 ล้านชิ้น/ปี
แต่งานบางประเภทจะมี 2nd Tier ด้วย ซึ่งตัวหลังจะเป็นตัวควบคุมกำลังการผลิต 1ล้านชิ้น/ปี

Mkt Size สำหรับ Label รวมจะอยู่ราวหลักหมื่นล้านบาท
แต่เป้าหมายที่เราจะเข้าไปเล่นจะอยู่หลักพันล้านบาทในหมวด High Margin

คุณศิริภพเคยอยู่บริษัทเก่าที่ดูแล Label มาก่อน พอเจ้าของเก่าขายกิจการทิ้ง
ก็เลยยกทีมมาอยู่ Simat ทั้งทีม ทำให้มีลูกค้าเก่าหลายเจ้าตามาด้วย

พวกเราเลยถามว่า แล้วเป้าหมายของคุณศิริภพจะอยู่ช่วยที่นี่นานแค่ไหน
แกก็บอกว่า ตอนออกจากที่เก่า เคยทำได้หลักพันล้าน ที่นี่อย่างน้อยเป้าหมายก็ไม่น้อยกว่าเดิม
และอยากทำให้บ.เป็น Top3 ของประเทศ(Passion แรงดีครับ)

ผมถามว่า สนใจทำ Product ตัวเองมั้ย เพราะ Margin จะสูงกว่า และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า
แกตอบว่า แกยังไม่ถนัดตลาดB2C แต่ถ้าเจอ Partner ที่แข็งเรื่องนี้ก็น่าสนใจ

ทิศทางพยายามจะปรับให้เป็น Automation ทั้งหมดในอนาคต
และกำลังมองลู่ทางที่จะเข้าไปตลาดเครื่องสำอางค์ เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตสูง

ส่วนตัวคิดว่า มีโอกาส Spin-off Simat Label ออกมา เพราะนับเป็น บ.ที่มี Knowledge
Asset เป็นสำคัญ จะเห็นได้มีการถือสิทธิบัตรการผลิตหลายตัวที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง
จับตาดูกันต่อไป แหม่น่าจะออกมาพูดตั้งแต่ปีก่อนๆแล้วนะครับ

— EDCCS – IT Solution —

Pim Simat

ส่วนนี้อยู่ภายใต้การดูแลโดยคุณปิ๋ม นริศรา เป็นลูกหม้อของ Simat ร่วม 10 ปีแล้ว
มีความใกล้ชิดกับลูกค้าอย่างเครือ Tesco,Minor มานาน

ส่วนของLotus มีการชะลอตัวการขยายสาขาลงบ้าง ตามสภาวะเศรฐกิจ
ก็คอยจับตาดูครึ่งหลังของปี ถ้าการเมืองนิ่งๆ Tesco อาจจะกลับมารุกขยายสาขาต่อ
เราก็จะได้พลอยโตตามไปด้วย (ดอกเบี้ยต่ำ จริงๆถ้ามีทุนเหมาะกับการขยายการลงทุนนะ)

ในปีนี้เพิ่งได้งานจาก Minor บางส่วนเพิ่ม และกำลังจ่อที่ได้งานส่วนของ IBM
ที่เซ็นไว้ล่วงหน้า ยังเหลืออีก 3 ปี แต่งานที่เป็นส่วนใหม่ๆ ก็จะเทมาส่วนของ Simat มากขึ้น

กำลังคุยกับ S&P ซึ่งมีฐานร้านอาหารกว่า 500 ร้าน(เป็นเครือของ Minor ด้วย
ฉะนั้นโอกาสที่จะได้งานต่อ โอกาสสูงครับ)

พยายามจะขยาย Segment จาก Retail มาเป็น Food Retail ด้วย

 

 

 

— SkyFrog—

ลูกค้ายังไม่มากนัก แต่อยู่ในช่วงการทดสอบ Pilot Final Test อยู่หลายเจ้า
ทั้ง Logistic และธุรกิจก่อรสร้าง ฝั่งธนาคาร ภายใต้ความร่วมมือของ AIS กับ BAY กรุงศรี

มีส่วนของ Credit Card Payment เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
มุมมองส่วนตัว ตัวนี้ลงทุนไม่เยอะ ราว 3 ล้าน ให้ถือว่าเป็นโบนัสครับ

แต่ถ้าจะมีตัวเร่งก็คือ กฏหมายบังคับจากภาครัฐให้มีการติดตั้งรถบรรทุก รถนักเรียน
ตรงนี้จะตัวเลขรถในตลาดราว 900,00 คัน ขอ share ตรงนี้สัก 1%ก็เกินคุ้มแล้ว
แต่ก็ต้องรอให้มีตัวเร่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้นครับ

— Queue Management —

Q-Happy

ในส่วนของ Queue Management เบื้องต้นได้ทำให้ Sizzler
ในเครือ Minor 16 สาขา (ร่วมกับ บ.Pi R Square ภายใต้
ระบบชื่อ Q Happy ที่ผมและบริษัทได้คิดขึ้นมา

และได้ร่วมมือกับ Simat โดยจะดูแลเรื่อง MA ให้ครับ)
ตลาดคิวยังเป็นตลาดใหญ่ เพราะแบบเก่าเป็นกระดาษทั้งหมด
ถ้าเราโยกมาอยู่มือถือ ทุกคนไม่ต้องคอยหน้าร้านอีกต่อไป
สามารถไปทำธุระอย่างอื่น ก่อนได้

ตอนนี้ที่หน้าร้าน Sizzler เป็นระบบ Offline ครับ กำหนดการ
เตรียมใช้งาน Q Happy Mobile Version กลางเดือน พค นี้

โดยรวมก็ผ่านทุกวาระไปอย่างราบรื่นครับ
พอจบงานนักลงทุนก็มีการจับกลุ่มพูดคุยซักถามกับทั้งคุณปิ๋มกับคุณศิริภพกันอย่างคับคั่ง

ขอขอบคุณ ผบห และพนักงานทุกท่านครับที่ร่วมทำงานกันครับ
เชื่อว่าผลที่ได้ทุ่มเทกันลงไป จักเห็นผลบังเกิดในไม่เช้า

ผมจดตกหล่น ผิดพลาดอะไร ขอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ปล ณ วันที่เขียน ผมมีหุ้นนะครับ ฉะนั้นผมน่าจะมีมุมมองในความคาดหวังเชิงบวก
โปรดใช้วิจารญาณในการตัดสินใจลงทุนครับ

แชน (1154)
29 เมษายน 2557

เลิกเล่นหวย แล้วได้อะไร

มาตรฐาน

หลายท่านที่อ่าน blog นี้อยู่แล้ว คงรู้จักการการลงทุนกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ฉะนั้นเรื่องการซื้อหวย หวังรวย เชื่อว่าคงไม่อยู่ในแผนการของท่าน

แต่กับคนธรรมดาทั่วๆไป การเล่นหวย มันกลายเป็นความหวังของชีวิต
ซึ่งมันแทบจะหริบรี่เหลือเกิน อาจเป็นเพราะเค้าคิดว่ามันดูเป็นเงินเล็กน้อย เลยยอมเสี่ยง
แต่ถ้าเราใช้ให้ถูกทาง มันก็กลายเป็นอีกเรื่อง

การที่อยู่ที่ดีๆ เราไปพูดให้เค้าเลิก เค้าก็อาจเคืองเราได้
การนำอนาคตมาให้เค้าดูไปเลยว่า ถ้าเลิกเล่นหวย แล้วจะได้อะไร แบบชัดๆ

ใครที่กำลังเล่นอยู่ หรือที่บ้านเล่นอยู่ ที่ office เล่นอยู่
ลองแชร์ตารางนี้ไปให้เค้าดูครับ อาจจะกระตุกอะไรบางอย่างให้เค้าได้

ปล เป็นส่วนหนึ่งใน Slide ที่ผมพูดภายในให้น้องๆที่ Pi R Square ฟัง

Screen Shot 2557-04-01 at 4.17.39 PM

ถ้าเล่นหวย ไม่รู้ว่าจะถูกหวยเมื่อไหร่
แต่เลิกเล่นแล้ว รับรองว่าคิดถูกแน่นอน
แถมรางวัลยังจะใหญ่กว่าที่ 1 เสียด้วยซ้ำ

เชิญทดลองเล่น ไฟล์ที่ผมทำไว้ได้ที่
http://bit.ly/pirplan

1 เมษายน 2014
แชน

นิทานตระกูลส้ม

มาตรฐาน

oranges
ณ ถนนเส้นนึงที่สองข้างทางเป็นไร่ส้มสุดลูกหูลูกตาของสองตระกูลใหญ่
“ตระกูลส้มใหญ่” กับ “ตระกูลส้มหวาสองตระกูลนี้ไม่กินเส้นกันมาตั้งแต่รุ่นปู่
เหตุเพราะแย่งกันจีบผู้หญิงคนเดียวกัน แต่สุดท้ายก็แห้วทั้งคู่

เมื่อถึงหน้าส้มออก ภาพที่ชินตาก็คือ ทั้งสองฝั่งถนน มีการขึ้นป้าย
ทั้งเชิญชวนลูกค้า และข่มขวัญฝั่งตรงข้ามว่า ร้านนี้ขายส้มถูกว่า อร่อยกว่า
“อร่อยที่สุดในละแวกนี้” อีกฝั่งไม่น้อยหน้า ขึ้นป้ายว่า “อร่อยที่สุดในโลก”

ภาระอันหนักอึ้งก็ตกเป็นของลูกค้าผ่านที่มาแถวนี้
เพราะต้องมาคิดว่า ไอ้อร่อยที่สุดในละแวกนี้ กับอร่อยที่สุดในโลก
อันไหนมันจะอร่อยกว่ากัน สุดท้ายสิ่งที่ใช้เป็นตัวสินใจ ก็หนีไม่พ้นราคา

วันแรก ตระกูลส้มใหญ่ ติดป้ายราคา ส้มลูกใหญ่ กิโลละ  20 บาท
ตระกูลส้มหวานที่ขาย 22 บาทอยู่ก้อนหน้า เริ่มถูกแย่งชิงลูกค้าไป
เพราะลูกใหญ่ สังเกตได้ด้วยตาง่ายๆเลย แต่หวานมันต้องแกะชิมก่อน
จึงขั้นป้ายใหม่ ตัดราคามาที่ 18 บาท

แล้วตระกูลส้มหวานก็แย่งชิงลูกค้ามาได้มากกว่า สังเกตจากจำนวนรถที่จอด
ตระกูลส้มใหญ่ ไม่ยอมน้อยหน้า จึงลดราคาลงมาอีกเหลือโลละ 15 บาท
เพราะต้นทุนของตัวเองอยู่ที่ 14 บาท คิดว่ายังพอดีกำไรเหลืออยู่ อาศัยขายมาก
เข้าแล้วกัน แล้วก็ดึงลูกค้ากลับมาได้บ้าง

การแข่งขันเริ่มดุเดือด ตระกูลส้มหวาน ก็มีต้นทุนที่ 14 บาทเหมือนกัน ก็คิดว่า
ตัวเองจะลดลงมาต่ำกว่า 14 บาท คงขายไปไม่ได้อะไร ก็เลยลดราคามาที่15 บาทเท่ากัน

สรุปว่าทั้งคู่ขายส้มได้ปริมาณเท่าเดิม เพราะลูกค้าก็เป็นกลุ่มเดิม ไม่ได้เพื่มจำนวน
แต่อย่างใด แต่กลับขายได้กำไรลดลง เพราะมัวแต่ตัดราคากัน

แต่มีสิ่งที่น่าตกใจเกิดขึ้น มีร้านขายส้มเกิดใหม่ ของ “ตระกูลส้มใหม่”
แถมขายตัดราคากิโลละ 10 บาท ถูกกว่าทั้งสองตระกูลชนิดที่ตกตะลึงกันไปตามๆกัน
ว่าไอร้านใหม่ มันขายราคานั้นได้ยังไง เพราะต้นทุนก็ไม่มีทางที่จะลดไปกว่านี้ได้แล้ว
เพราะทั้งสองตระกูลเก่า ก็เข้มงวดกับการลดต้นทุนมากอยู่แล้ว
แล้วไอส้มใหม่ มันทำมูลนิธิหรือยังไง ถึงได้ขายของขาดทุนได้

เพื่อให้คลายข้อสงสัย และเพื่อความอยู่รอด ทั้งสองตระกูลส้มเก่า จึงต่างส่งคนมาสอดแหนมว่า
ตระกูลส้มใหม่มีกลยุทธ์ยังไง แล้วทั้งสองตระกูลก็ต้องตกตะลึง เพราะเด็กที่อยู่ขายอยู่หน้าร้านส้มใหม่
เป็นลูกค้าที่มาซื้อที่ร้านของตัวนั่นเอง +_+!!

อะไรกัน มาซื้อของร้านเรา 15 บาท แล้วมาขาย 10 บาทมันเพี้ยนหรือยังไง !

แล้วคุณที่กำลังอ่านอยู่ คิดยังไงครับ..?

แต่เมื่อเจ้าของร้านทั้งสองตระกูลเริ่มสอดสายตาไป ก็หายสงสัยทันที
เพราะเจ้าของร้านใหม่ ใช้วิธีแยกส้มออกเป็นหลายๆกอง !!!

ระหว่างที่ทั้งสองร้านตระกูลส้มเก่าอ้าปากค้างกับกลยุทธ์อยู่นั้น
เจ้าของร้านส้มใหม่เดินออกมาต้อนรับ เเจ้าของร้านเก่าทั้งสองยิ่งอ้าปากค้างขึ้นไปอีก
เพราะต่างเป็นลูกชายและลูกสาวของตัวเอง !!! แถมเดินจูงมือกันมาอีกด้วย !! (ละครหลังข่าวชัดๆ)
ทั้งๆที่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว เรื่องคบยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ลูกชายลูกสาวของทั้งคู่แอบชอบพอกันมานานแล้ว  แต่ด้วยความที่ทั้งสองตระกูลเป็นคู่แข่งกันทางการค้า
แถมยังเป็นหัวเก่าทั้งคู่ ลูกๆพูดอะไรก็ไม่เคยฟัง หาว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่อาบน้ำร้อนมาก่อน เป็นเด็กจะมารู้อะไร
ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ได้ฟัง ก็หันมามองหน้ากันเหมือนจะสำนึกผิดที่มองลูกยังเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา

หลังจากที่ได้ปรับความเข้าใจกับลูกๆแล้ว ลูกๆก็ได้อธิบายถึงสาเหตุที่แบ่งส้มเป็นกองๆว่า

ส้มกองแรกเป็นส้มลูกเล็ก ที่ผิวไม่สวยแล้ว อาจมีช้ำๆบ้าง
แล้วก็ชี้ไปที่ป้ายข้างๆว่า “เอาไปทำน้ำส้มคั้นได้ “คนที่ซื้อกินน้ำส้มเป็นหลัก ไม่ได้สนใจว่า
ส้มจะสวยหรือเปล่า เลือกซื้อส้มกองนี้ไป กองนี้แหละขายกิโลละ 10 บาท
ถึงแม้นจะขาดทุน แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เน่าไปเสียเปล่า เพราะยังไงลูกค้าก็ไม่ค่อยเลือกอยู่แล้ว

กองถัดมา ลูกใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังใหญ่พอๆกับขนาดส้มของตระกูลส้มหวาน
ขาย แบบนี้กิโลละ 15 บาท  ส้มแบบนี้เหมาะกับซื้อกินเอง หวานบ้าง เปรี้ยวหน่อย
ซื้อกินเองก็พอรับได้

กองที่สาม ลูกใหญ่ขึ้นมาอีกขั้น แกะเปลือกท้าให้ลองชิม ปักป้ายว่า “หวาน ใหญ่” กิโลละ 30 บาท
กองนี้ผมก็เลือกจากร้านส้มหวานมา แล้วคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆ
เจ้าของร้านส้มใหญ่กลืนน้ำลาย เพราะของส้มร้านตัวเองแท้ๆ

กองสุดท้าย ส้มลูกใหญ่มาก มีกันกระแทกห่ออย่างดี
ถูกบรรจุไว้ในกล่องอย่างดี มีสติ๊กเกอร์แปะอีกต่างหาก
ขายกิโลละ 300 บาท !!!

พ่อเจ้าของร้านทั้งสองยิ่งตกตะลึงว่า ทำไมถึงกล้าขายถึงกิโลละ 300
ลูกๆตอบว่า พวกเราคัดเลือกส้ม ลูกที่ใหญ่ที่สุด ผิวสวยที่สุด แล้วก็วัดความหวานทีละลูก !

“วัดความหวานทีละลูก !!!” พ่อแม่ของทั้งสอง พูดแทบจะพร้อมกัน

ลูกๆอธิบายต่อว่า “ส้มกองนี้จะมีจำนวนน้อยมากในแต่ละรอบ เพราะต้องคัดแล้วคัดอีก
แต่คนที่ซื้อส้มกองนี้ไป มักจะไม่ได้กินเอง แต่จะซื้อไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่
พอผู้หลักผู้ใหญ่ได้กิน ก็ติดตา ติดใจ จนถามหาว่าซื้อที่ไหน แล้วก็ไม่กินส้มพันธุ์อื่นอีกเลย
เทียบกับเงิน 300 บาท ถ้าเอาไปให้ตรงๆเลย ก็ยังดูไม่ประทับใจเท่า

แต่ส้มคัดพิเศษสุด มูลค่ามันมากกว่านั้นมาก มันเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่เค้าไม่เคยได้รับ
แล้วเราก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว เค้าก็ไม่ยอมกลับไปกินส้มแบบเดิมๆ อีกแล้ว
คนเราพอได้ลองของที่ดีกว่าแล้ว ก็ยากที่จะกลับไปหาของที่ดีน้อยกว่าแล้ว
เพราะจะเหมือนเราถูกลดคุณค่าลงไป

“ผมวางแผนว่าผมจะขยับราคาไปที่กิโลละ 500 บาทแล้วล่ะ ครับ
ผมล้อเล่นน๊ะ” ลูกชายหัวเราะ แล้วบอกว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาขายส้มแข่งหรอกครับ
ผมแค่คิดว่า ผมยังเป็นเด็ก การที่เด็กคนนึงเพิ่งจบมา อยากลองวิชา
ครั้นจะเดินอาจหาญไปบอกที่บ้าน ว่าขอลองทำแบบนี้ดู พ่อก็คงไม่อนุญาตแน่ๆ
เพราะพ่อพูดเสมอว่า “แกยังเด็ก จะไปรู้อะไร”

ผมเองก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ทฤษฏีของผมจะได้ผลดีจริงๆอย่างที่คิดหรือเปล่า
ก็เลยลองทำดู ผมเลยจ้างเด็กให้ไปที่ร้านส้มของพ่อก่อน ให้ไปปถึงคนแรกๆ
เพราะจะได้เลือกส้มก่อนคนอื่น”

พ่อเจ้าของร้านส้มทั้งสองหันมามองหน้ากัน แล้วหันมองมาที่ลูกด้วย
หลายๆความรู้สึก ทั้งชื่นชม ทั้งหมั้นไส้ เพราะตัวเองเสียหน้า
แต่ก็ยังรู้สึกโล่งใจที่ยังเป็นลูกของตัวเอง เพราะถ้าเป็นคนอื่น คงจะเสียหายไปมาก

วันนี้เป็นที่พ่อๆกับลูกๆก็ได้คุยกันมากกว่าที่เคยเป็น
ส่วนที่จะให้ลูกชายกับลูกสาวของตัวเอง คบกันต่อไปมั้ย
ก็จะเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ขอจบนิทานตระกูลส้มไว้เพียงเท่านี้นะครับ ก่อนจะกลายเป็นละครหลังข่าวไปมากกว่านี้ ห่ะๆ

ปล อ่านจบแล้ว ได้อะไรบ้าง ลองทบทวน หรือคุยกันดูครับ ^^

เขียนครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557
เผยแพร่ครั้งแรก 4 กุมภาพันธ์ 2557
ปล แรงบันดาลใจจาก ได้ฟังวิทยุท่อนนึง ของคลื่น 96.5  เลยนำมาดัดแปลงและต่อยอดอีกทีครับ
โดย แชน พูนดี