Category Archives: Valutation

การประเมิณมูลค่ามีทั้ง ประเมิณทั้งทางคุณภาพ และทางปริมาณ
ผมยกให้เป็นขั้นตอนที่จะตัดสินว่า บริษัทไหนที่คุณจะเลือกลงทุน หรือควรเป็นแค่ผู้ดู
เป็นขั้นตอนที่จะตัดสินว่า ผลตอบแทนของคุณจะดี ดีมาก ดีเลิศ หรือถึงขั้นเปลี่ยนฐานนะ

ผมจะพยายามเขียนบอกเล่า ในมุมมอง ความสามารถที่ผมพึงมีอยู่บ้าง ให้อ่านให้ฟังกันครับ
ผมเชื่อว่า จะมีคนที่เก่งมากกว่าผม เข้ามาช่วยแชร์นะครับ ^^

Sinet Projection (SIMAT)

มาตรฐาน

ห่างหายไปนาน จากการเขียน Blog กลับมาคราวนี้ ผมลองทำ Projection ของ Sinet ซึ่งเป็น
ธุรกิจขาสำคัญของบริษัท Simat Technology ที่ผมบอกได้เต็มปากว่า ถือหุ้นอยู่และเข้าไปช่วยทำงานด้วย
โดยผมให้สิทธิ์ทุกท่าน สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนได้เอง ตาม ศักายภาพ โอกาส และความเสี่ยง ที่ท่านเห็นว่าเหมาะ

ดังที่น่าจะคาดการณ์กันไว้ว่า simat งบรวมไตรมาสนี้จะยังไม่ค่อยดี
เพราะโดนค่าใช้จ่ายกับค่าเสื่อม จาก Sinet ที่เพิ่งเริ่มเปิดตัว

แต่ถ้าเรามองภาพใหญ่ จะเห็นว่า Sinet FTTx เป็นทั้งโอกาสมหาศาล เพราะเป็นธุรกิจที่ไปตาม Trend ทั่วโลก
ที่จะขยับจากสายทองแดงของ ADSL มาเป็น  FTTx(Fiber to the X)
และขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงของบริษัทด้วย เพราะ ย้ายเข้ามาทำธุรกิจที่ยังไม่ชำนาญจาก B2B=> B2C

การเข้ามาของแม่ทัพคนสำคัญ อย่างคุณศิวะพร ชมสุวรรณ (อดีต CEO Nine,Amarin,Nestle – คนที่2นับจากป้ายทางซ้ายมือ)
ที่เชี่ยวชาญเรื่องการตลาดและการจัดการองคร์กรแบบ B2C ระดับประเทศ จึงเป็นการแก้ปัญหาและเสริมทัพที่ตรงจุด

ผลงานที่เด่นชัดของคุณศิวะพร ที่ผมได้สัมผัสก็คือ การพลิกธุรกิจของบริษัท Nine อย่างมีนัยสำคัญในทุกๆด้าน
การทำให้ช่องเด็กที่ไม่เคยมีคนสนใจมาก่อน อย่าง KidZone ที่วางตำแหน่งเป็น ผู้ปกครองคนที่ 3
กลายเป็นช่องเด็กต้นแบบที่ช่องอื่นๆ เดินรอยตาม ด้วยงบประมาณและทีมงานที่มีข้อจำกัด แต่ทำได้ผลงานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ

Screen Shot 2556-08-14 at 11.38.39 AM

^^^^^^ สามารถเลื่อนซ้ายขวาได้

ประมาณการนี้จัดทำนสมมติฐานข้อมูลณ ปัจจุบันที่หาข้อมูลได้
(คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง โดยกรอกช่องสีชมพู)

คุณสามารถทดลองปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆได้เองที่  Link ด้านล่างนี้
https://docs.google.com/spreadsheet/ccc?key=0Aqe8gVM5dTQqdGhGdHlyTFhYVFRKNnBoaTFhd05CWFE#gid=2

ส่วนนี้เป็น Slide ที่แนะนำบริษัท Simat ว่าเค้าทำธุรกิจกิจอะไรบ้าง
จัดทำโดยน้อง Up Free Loop ครับ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยรู้จักบริษัทครับ

ปล ส่วนตัวผมเองก็เข้าไปมีส่วนร่วมใน Sinet มากพอสมควร แล้วมีอะไรจะมาเล่าให้ฟังครับ ในโอกาสต่อๆไปครับ ^^
สุดท้ายนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง เงินทองเป็นของหายาก โปรดศึกษาหาข้อมูลและใช้วิจารณญาณให้มากๅครับ

14 August 2013
แชน

Advertisements

Nine Valuation

มาตรฐาน

ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกขุดหุ้น ขุดกิจการ จนเข้าไปนำเสนอนู้นนี่กับบริษัทไปไม่น้อย ก็ขอสานต่อ เกาะติด
บริษัทให้ถึงที่สุด ในฐานะเจ้าของคนนึง(แม้นจะเป็นน้อยนิดก็ตามที ห่ะๆ)

ไม่ได้ทำแบบ Valuation แล้วเผยแพร่มานานพอสมควร นับตั้งแต่ปีที่แล้ว(Global 9 บาท Global 1.7 บาท)
ตอนนั้นจำได้เลยว่า ตอน Global 9 บาท มี 2 โบรกแนะนำให้ขาย !

ผมก็ทำ Valuation ของตัวเองแบบลูกทุ่ง เอาไปให้เค้าดู เค้าก็ตอบกลับมาว่า ของเค้าเป็นแบบ Conservative
แต่ผมก็สงสัยอยู่ดี ที่เค้าคิดแบบ Fully Dilute แต่ไม่ััยักให้ต้นทุนทางการเงินลดลงด้วย

เวลาผ่านไปไม่นาน พร้อมกับมีข่าวลือว่า SCG จะเข้ามาทำ Tender Offer จนเป็นจริงในที่สุด
Global ตัวแม่ราคาขึ้นมาเป็น 3 เท่า ตัวลูกขึ้นมา 13.5 เท่า
และมีโบรกกลับจากขา่ยเป็นเชียร์ซื้อที่ราคา 30 บาท !!!
นั่นคือช่วงเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้นนะครับ !!

เป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงควรจะทำ Valuation ด้วยตัวเอง และถ้าคุณยังไม่เคยทำมาก่อน
ผมได้ืำทำเงื่อนไขที่ คุณๆสามารถปรับเปลี่ยนเอาไว้ให้  ลองเล่นดูครับ จิ้มที่นี่ ^^

หมายเหตุ : ตัวเลขที่ปรากฏเกิดจากการประมาณการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่ณเวลาที่เขียนเท่านั้น
อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โปรดใช้วิจารณญาณให้มากๆครับ

27 ก.พ. 56
โดย 1154

Global ภาค9 Partial Tender Offer

มาตรฐาน

และแล้วสิ่งที่คาดไว้ ก็บังเกิด แต่เกิดเร็วกว่าที่คาด เพราะถ้ายืดเยื้อไปกว่านี้ เชื่อได้ว่า SCG คงต้องซื้อ Global
ในราคาที่แพงขึ้นกว่านี้แน่นอน เพราะ Global สามารถต่อรองได้ว่า สาขาที่จะเปิดใหม่ มีเพิ่มขึ้นนะเธอ
SCG ก็เลยต้องรีบปิดดีล (อันนี้ผมอ่านเกมเอาเองนะ ^^!)

พิ่มเติม หลังจากเขียนบทความไปปีกว่าๆ Global แจกปันผลเป็นหุ้นอีก 2 ครั้ง
5:1 และ 6:1  ถ้าคำนวณมูลค่าเทียบแบบปกติ ให้เอา x 6/5 x 7/6  = x 1.40 ครับ
15 มกราคม 2557

ไปดูเนื้อข่าว ที่ทั้งคู่ตกลงกันครับ


นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ ​เอสซีจี ​เปิด​เผยว่า ​เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ​ได้บรรลุข้อตกลง​การร่วมลงทุน​ในสยาม​โกลบอล​เฮ้าส์ ​ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 30.01 ​ถึงร้อยละ 33.40 ของสิทธิออก​เสียง​ทั้งหมด ด้วย​การซื้อหุ้นสามัญ​เพิ่มทุน ​ซึ่งสยาม​โกลบอล​เฮ้าส์ จะออก​และ​เสนอขาย​ให้กับ​เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ​แบบ​เฉพาะ​เจาะจง (Private Placement) จำนวน 224 ล้านหุ้น ​ในราคาหุ้นละ 14 บาท ​และ​การ​ทำคำ​เสนอซื้อหลักทรัพย์บางส่วน (Partial Tender Offer) ​ทั้งหุ้นสามัญ​และ​ใบสำคัญ​แสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นจาก​ผู้ถือหลักทรัพย์ของ สยาม​โกลบอล​เฮ้าส์ ​โดย​ทำคำ​เสนอซื้อหุ้นสามัญจำนวน​ไม่​เกิน 457,420,683 หุ้น ​และ​ไม่ต่ำกว่า 391,094,684 หุ้น ที่ราคา 14 บาทต่อหุ้น ​และคำ​เสนอซื้อ​ใบสำคัญ​แสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นจำนวน​ไม่​เกิน 55,616,085 หน่วย ​และ​ไม่ต่ำกว่า 47,551,750 หน่วย ที่ราคา 9.30 บาทต่อ​ใบสำคัญ​แสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หลังจากธุรกรรมข้างต้น​เสร็จสิ้น ​เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จะมีสัดส่วน​การถือหุ้น​โดยประมาณ​ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30.01 ​และ​ไม่​เกินร้อยละ 33.40 ของจำนวนหุ้นสามัญหลัง​การ​เพิ่มทุน​และหลัง​การ​ใช้สิทธิของ​ใบสำคัญ​แสดง สิทธิ​ทั้งหมด ​โดย​ได้มี​การลงนาม​ในสัญญาจองซื้อหุ้นสามัญ​เพิ่มทุนกับสยาม​โกลบอล​ เฮ้าส์​แล้ว ​เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2555 ด้วยมูลค่า​การลงทุน รวม​ถึง​การ​ใช้สิทธิซื้อหุ้นจาก​ใบสำคัญ​แสดงสิทธิประมาณ 10,000 ล้านบาท
นายขจร​เดช ​แสงสุพรรณ กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ ​เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น กล่าวว่า ​การตัดสิน​ใจลงทุนครั้งนี้ ​เพื่อ​เข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้าง​ในรูป​แบบของร้านค้าคลัง สินค้า (Warehouse Store) ​ซึ่งมีอัตรา​การ​เติบ​โต​ในระดับที่สูงอย่างต่อ​เนื่องตามพฤติกรรม​ผู้บริ​ โภคที่​เปลี่ยน​แปลง​ไป ​โดยสยาม​โกลบอล​เฮ้าส์ ​เป็น​ผู้นำ​ในธุรกิจค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตก​แต่ง อุปกรณ์งานก่อสร้าง ต่อ​เติม ตก​แต่งบ้าน อาคาร ​และสวน ​ในรูป​แบบของร้านค้าคลังสินค้า ที่รวมสินค้าหลากหลาย​แบบ​และครบวงจร ​เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น มุ่งหวังที่จะ​เป็น Strategic Partner ของสยาม​โกลบอล​เฮ้าส์อย่างยั่งยืน ​เพื่อ​เสริมสร้าง​ความ​แข็ง​แกร่ง​และศักยภาพ​การขยายธุรกิจ​ทั้ง​ในประ​ เทศ​ไทย ​และประ​เทศอื่นๆ ​ในภูมิภาคอา​เซียนต่อ​ไป
​ทั้งนี้ ​การ​เข้าร่วมลงทุนดังกล่าวจะต้อง​ได้รับ​ความ​เห็นชอบจากที่ประชุม​ผู้ถือ หุ้นของสยาม​โกลบอล​เฮ้าส์ ​ในวันที่ 1 ตุลาคม 2555

ผมลองจิ้ม Excel คร่าวๆ หลังปูนมา PTO(Partial Tender Offer) เพราะมีประเด็นว่า เมื่อมีการเพิ่มทุน
ถึงแม้นจะเป็นแบบ PP ก็เถอะ แต่ก็ทำให้ Dilute ผู้ถือหุ้นเดิม

ก็ต้องชั่งว่า สิ่งที่ SCG จะมีมาให้นั้น คุ้มค่าหรือไม่ มาลองจินตนาการเล่นๆกัน

ถ้าตามแผนใหม่แบบเบาะๆ ดูืที่วงแดงๆไว้ นั่นคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลง
– ขยายสาขา จากเดิม 8=>10
– และ ต้นทุนการเงินลดแค่ 25% จากของเดิม
– จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาใส่ส่วนของ SCG ก็จะ Cover ส่วน Dilute แล้วครับ

แต่ถ้าขยายสาขา > 10 หรือไปช่วยต้นทุนการเงินมากกว่า 25-30 % EPS ก็จะมากกว่าเดิมในปีหน้าไปเลย

– Topline น่่าจะโตขึ้นจากสินค้าตระูกูลปูนมาขาย Margin ก็น่าจะได้เพิ่มขึ้น
– พวกระบบ Logistic , Inventory คงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ปูนกำลังทดลองระบบ Logistic ใหม่ด้วย ^^)
– สาขา Global นอกจากจะขายสินค้าให้ลูกค้าแล้ว น่าจะใช้เป็น Sub DC กระจายให้
ซีเมนส์ไทยโฮมมาร์ทด้วย ของก็น่าจะหมุนได้เร็วขึ้น

โดยรวมๆ เป็นเรื่องดีครับ แต่จะดีมาก หรือ ดีน้อย ดีเร็ว ดีช้า ก็ขึ้นกับแผนแบบละเอียดครับ
ซึ่งผมไม่ีู้รู้ครับ ก็เลยคาดการณ์มาให้ดู ให้ชั่งน้ำหนักกัน

แต่กรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับ Q-Con (ผลิตอิฐมวลเบา) มาก่อนแล้ว โดนปูนเจ้านี้แหละทำ Tender Offer เมื่อต้น ก.พ. 53
เลยไปดูกำไรย้อนหลัง ว่าหลังโดน Tender Offer จะเป็นยังไง ก็ปรากฏว่า โอ้ กำไรก็โตขึ้นตลอดหลังจากโดน TO

Image

ราคาก็โตตามผลประกอบการณ์ เส้นในแนวตั้งก็คือ ช่วงที่โดน Tender Offer ครับ
ที่น่าสังเกตมากๆ ก็คือ PE 120 !!! ตอนที่ Tender Offer นะครับ
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลประกอบการณ์ก็ดึง PE ลงมาระดับปกติได้

อันนี้แค่หยิบยกกรณีที่เคยผ่านไปแล้ว มาให้ดูนะครับ สำหรับ Global อาจจะเหมือนหรือต่างออกไปก็ได้

โปรดใช้วิจารญาณในการลงทุนให้มากๆ เพราะเงินทองกว่าจะหามาได้ยากลำบาก
ผมก็บันทึกสิ่งที่ผมคิด วิเคราะห์ได้ จากมุมมองของผม ณ ตอนนี้เอาไว้ อ่านย้อนหลัง

28 สิงหาคม 2555
@Shaen

Global ภาค8 New RoadMap

มาตรฐาน

หลังจากได้ข้อมูลการขยายสาขาจนถึงปี 2015(2558) ของ Global จากเพื่อนๆ ก็มีเสียงเชียร์ให้ทำการบ้านต่อ
+ ตัวเองอยากทำ version ที่เป็นข้อมูลล่าสุดเรื่อบๆด้วย ^^

Version นี้อิงโดยคำนวณ EBITDA แยกออกมา แล้วก็ตัดค่าเสื่อม + ต้นทุนทางการเงิน ออกไป
(ด้วยคำแนะนำจากคุณ nut776 ครับ)

GLOBALขยายสาขา

บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ยังคงเป้าหมายเปิดสาขา 7 แห่งในปีนี้คือ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ พิษณุโลก ลำพูน มุกดาหาร และอีกหนึ่งแห่งในต่างจังหวัด แต่ในปีถัดๆไปมีการเปิดสาขาในอัตราเร่งด่วนมากขึ้น โดยปีหน้าจะเปิด 8 แห่ง มีที่ดินแล้ว 4-5 แห่งคือ ลำปาง และ 2 แห่งในภาคใต้ ส่วนปี 2557 และ 2558 คาดจะเปิดสาขา 10 และ 12 ตามลำดับ ส่งผลให้มีจำนวนสาขารวมเป็น 50 แห่งในปี 2558 เทียบกับปี 2554 ที่มีสาขา 13 แห่ง

ทั้ง นี้ การเปิดสาขา 37 แห่งในช่วงปี 2555-2558 คาดว่าใช้เม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,200-1,300 ล้านบาท/ปี เม็ดเงินที่คาดจะได้จากการแปลงสภาพ GLOBAL-W ราว 2,000 ล้านบาท และบริษัทยังสามารถกู้เงินได้อีก 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 0.6 เท่า

สำหรับ GLOBAL จะสร้างศูนย์กระจายสินค้า (DC) ที่พระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะเสร็จในช่วงกลางปีหน้า และจะทำให้จำนวนวันสินค้าคงคลัง (Inventory day) ลดลงจากที่สูงถึง 150-170 วัน

อ้างอิง
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=70227

ดู Global Valution 2012-2015 ได้ที่
https://docs.google.com/spreadsheet/ccc?key=0Aqe8gVM5dTQqdHNMUkNuOEhoMDJiN0lfQVVtRmNlYmc#gid=19

Image
Image
ปล ผมเคยเขียน mail ไปคุยกับ นักวิเคราะห์ที่ลงบทวิเคราะห์ใน Settrade ทั้ง 2 เจ้า
สิ่งที่แตกต่างกันกับที่ผมทำคือ สมมติฐานต่างกัน กล่าวคือ ทั้ง2 ท่านจะใช้ สมมติฐาน ปีหน้า2556 ขยายแค่ 4 สาขา
และ ใช้จำนวนหุ้นรวม warrant ทั้งหมดภายในปี 2555 เป็นตัวหาร ทำให้ EPS ต่ำกว่าที่ผมคำนวณได้นะครับ ^^

ประมาณการที่เกิดขึ้น เกิดจาการใช้ข้อมูลจากที่ค้นได้ อาจคลาดเคลื่อนจากกำหนดวันเปิดสาขา
โปรดใช้วิจารณญาณนะครับ ^^

อันนี้แถมเป็นมุมมองจาก Marketcap ครับ
ผมเคยได้ฟังสัมภาษณ์จากผบห. บ.วัสดุก่อสร้างเจ้าใหญ่เจ้านึง เค้าให้มุมมองว่า

GDP ประเทศไทยประมาณ 334,000 ล้านเหรียญ = 10 ล้านล้านบาท
ตลาดวัสดุก่อสร้าง 1.5% => 1.5 แสนล้าน
และตลาดของประเทศที่อิ่มตัวแล้วจะอยู่ 4-5% ของ GDP =>  4-5 แสนล้าน
=> ตลาดโดยรวมยังโตได้อีกประมาณ 3 เท่า

หรือถ้า GDP ประเทศไทยยังโตขึ้นไปได้อีก ตลาดวัสดุก่อสร้างและตลาดอื่นๆที่อิงกับ GDP
ก็มีสิทธิ์โตตามขึ้นไปด้วย

@Shaen
เขียนครั้งแรก 27 มิ.ย. 55

CPALL Dilute(แก้ไขเพิ่มเติม)

มาตรฐาน

https://i2.wp.com/www.booksmile.co.th/images/introc_1305272314/7-eleven.gifเคยเขียนเรื่องนี้ไป Facebook ไว้พักนึงแล้ว แต่ดูสถิติ มีคนค้นมาเจอ Blog จากการคำนวณ
CPALL ปลายปีก่อนไม่น้อย แสดงว่ายังมีคนยังคาใจ สงสัยเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย แล้วยังไม่ได้อ่าน
ใน Fanpage เลยขอเอามาแหมะไว้ที่นี่้แบบสั้นๆแล้วกันครับ

หมายเหตุ : โปรดใช้วิจารณญาณ นี่เป็นการคำนวณจากมุมมองของผมเท่านั้นนะครับ
ถ้าใช้วิธีคำนวณแบบอื่นเช่น DCF  การกำหนดตัวแปรต่างๆของแต่ละคน ก็ทำให้ได้ผล
ที่แตกต่างกันไปครับ (ก่อนงบ Q1 2555 ออก)

ภาค 1 ก่อนงบออก

อันนี้ผมจะดึง EPS เฉลี่ย จาก Consensus ณ 3 พ.ค. 55 มาเลยนะครับ
http://sharecapture.com/image/fcb34bd5a0274a6cbc845fb1e7915451

รูปนี้เพิ่มทีหลัง วันที่ 8 พ.ค. 55 ค่า EPS ลดลงไปอีกครับ
อ้างอิง http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=10

EPS 2012F 2013F = 1.87 2.27 ตามลำดับ
คำนวณ EPS growth 2.27/1.87 = +21.39%
Dividend = ปันผล 1:1 และ 1.25 บาท/หุ้น

ผมคิดราคาตลาดถ้วนๆที่หลัง XD 41 บาทนะครับ
เทียบเท่าราคาปัจจุบัน = (41×2)+1.25 =83.25
ผมไม่แน่ใจว่า consensus คิดกำไรจากปรับลดภาษีแล้วหรือยัง ผมแถมให้เลยแล้วกัน
Tax Gain ปี 2012 : 30=>23 = 77/70 = +10%

ทฤษฏีผมจะให้

P/E=G(rowth)+D(ivendend) + Tax Gain(Optional)

ฉะนั้น P/E = 21.39+ 1.5 + 10 = 32.89 =>33
ถ้ากำหนดเป็น P/E เป็นช่วง +/- ไปซะ 3 ตามอารมณ์ตลาด
PE Range = 30-36

ราคาปี 2012F ก่อน XD = 32.89*1.87 = 60.89 (56.1-67.32)
และราคาหลัง XD ณสิ้นปี 2012F ควรจะเป็น = (60.89-1.25)/2 =29.82 บาท หรือช่วง (27.42-33) บาท

การคำนวณนี้บนพื้นฐานอ้างอิงจากการขยายสาขาในประเทศนะครับ 400-500 สาขา/ปี แต่ด้วยฐานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ %Growth ลดลงเรื่อยๆ แม้นจะขยายสาขาเท่าเดิม  ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆนะครับ

3,000 => 3,500 = +16.67%
4,000 => 4,500 = +12.5%
5,000 => 5,500 = +10%
6000 => 6,500 = + 8.33%

แต่ถ้าCPALL สามารถเปิดเกมรุกไปต่างประเทศได้จริง และ TimeFrame ยาวกว่านั้น ก็เ็ป็นอีก Story นึง
แต่คนที่เห็นธีมนี้ คงมี CPALL ในสัดส่วนที่ตั้งใจไว้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนจะทำยังไง ณ ราคานี้
ก็แล้วแต่ Timeframe ของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

—————————————————————-

ภาค 2 หลังงบออก คิดคร่าวๆ

เพิ่มเติมหลังจากงบออก 8 พ.ค.55

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,758,326 2,083,933
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.61 0.46  => +32.61%
ต่อหุ้น (บาท) งบการเงินเฉพาะกิจการ
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,447,218 1,832,629
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.54 0.41 =>+31.70%
ต่อหุ้น (บาท)

CPALL แจงกำไรQ1/55 เพิ่มขึ้นเพราะขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้น

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานว่า CPALL ขอชี้แจงถึง
สาเหตุของผลการดำเนินงานตามงบการเงินรวม สำหรับไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

2555 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนเกินกว่าร้อยละ 20 ดังนี้
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2555 มีผลกำไรสุทธิ 2,758 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 2,084
ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 เนื่องจาก 1) การขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้นจาก 5,962 สาขาในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 6,479
สาขา ในไตรมาส 1 ปี 2555 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 2) อัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันของร้านเดิม (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) ในช่วง
ไตรมาส 1 ปี 2555 เทียบกับช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 เท่ากับร้อยละ 5.9  3) อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.1 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น
ร้อยละ 28.4 ในไตรมาส 1 ปี 2555 4) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม
ลดลงจากร้อยละ 20.6 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็นร้อยละ 20.5 ในไตรมาส 1 ปี 2555 5) การปรับลดของอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท จากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ของกำไรสุทธิ
ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com

สรุป
งบดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์พอสมควรเลยนะครับ  เมื่อข้อมูลใหม่ล่าสุดออก เราก็มาประเมิณกันใหม่ครับ เพราะคราวที่แล้ว เราเอา
EPS เฉลี่ย ของ consensus มา  คราวนี้เอาแบบละเอียดปานกลางนะครับ เพราะผมไม่มีตัวเลข ข้อมูลเปิดสาขาเป๊ะๆ รายเดือน

EPS Growth = งบรวม 0.61+32.61% ดีกว่าคาดของทุกสำนัก  ส่วนนึงเพราะ Tax Gain 30=>23 +10%
ถ้าหักตรงนี้ออกไป EPS Growth Exclude Tax Gain ก็จะโตประมาณ = 0.61×1/1.1 / 0.46 = +20.55%

Branch => +8.7% ตามคาด
SSGS => +5.9% ตามคาด
Gross Profit => +1.067% ตามคาด
SG&A => 20.6=>20.5 => ไม่มีนัยยะ ตามคาด
Image
หมายเหตุ : ตาีรางได้มาจากคุณ Arjin ThaiVI ครับ

ปกติ CPALL จะขยายสาขาไตรมาสละ 120-130 สาขา แต่ปลายปีที่แล้ว น้ำท่วม เลยเปิดได้แค่ 70 สาขา เลยรวบยอด
มาเปิดไตรมาสแรกแบบทะลักไป 203 สาขา ซึ่งปกติ Q1 จะเป็นไตรมาสที่นิยมเปดสาขาเอาฤกษ์เอาชัยกัน
แต่ไตรมาสที่เหลือคาดว่าน่าจะกลับสู่สภาวะปกติ

ลองคำนวณใหม่จากข้อมูลล่าสุด #3

สาขาเฉลี่ยทั้งปี = 6479+(500/2)= 6729 สาขา
NPM = 5%
กำไรไตรมาสนี้ = 86,893*30*12*6729*0.05 = 10,524,653,946 บาท
โตขึ้นกว่าปีก่อน 8,007 พันล้าน  +31.43%
จำนวนหุ้น = 8,986,296,048.00

EPS 2012F = 1.171 บาท/หุ้น

สิ้นนปี 2012 จะมีสาขา = 6479+130+130+130= 6869 สาขา
สิ้นปี 2013 จะมีสาขา = 6869+(130×4)= 7389 สาขา เพิ่มขึ้น 7.57%
Tax Gain Growth ในปี 2013 ภาษีจะลดลงอีกจาก 23=>20 แต่จากโต +10% จะเหลือ โต = 80/77 = 3.9%
SSGS ผมให้ +6% ก่อน

EPS 2013F = 1.17×1.06×1.0757×1.039 = 1.386 บาท/หุ้น

EPS growth 2013F/2012F = 1.386/1.171 = +18.36%

จะเห็นว่า Growth ของปี 2013 ดูลดลง เพราะตัวใหญ่ขึ้นทำให้%ดูลดลง และ ภาษีลดลงน้อยกว่าเมื่อเทียบปีกับ 2012
สอดคล้องกับสมมติฐานของ SCB ที่ให้ EPS ก่อน XD สูงกว่าสำนักอื่นที่ 2.39 แต่ P/E 15.59 เท่านั้น

ภาค 3 เริ่มละเอียดขึ้น

อันนี้คิดแบบละเอียดขึ้นมาอีก เพราะเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น โดยจำลองเป็นรายไตรมาสไป #3
http://sharecapture.com/image/5f2c72f891b6464cbd3da16c1677e490

เนื่องจาก 7-Eleven มีสาขาหลายรูปแบบทั้งที่บริษัททำเอง แฟรนไชส์ ก็มีหลายแบบ Type B,C แต่ละแบบก็ รับรู้กำไรต่างกัน
เอาเป็นว่า ตารางที่ผมทำ คงได้แค่กะประมาณให้เห็นภาพคร่าวๆนะครับ เพราะคงไม่สามารถไปเจาะว่า แต่ละ TYPE มีกี่สาขา

สนใจลองแฟรนไชส์ ลองอ่านรายละเอียดดูครับ
http://www.7eleven.co.th/corp/franching_how_to_be_a_franchise.php

หมายเหตุ : นี่เป็นการคาดการณ์บนสมมติฐานที่ยังขยายสาขาเฉพาะในประเทศ และข้อมูลที่หาได้ โปรดใช้วิจารณญาณครับ

ณ ราคาวันที่ 9 พ.ค.55 38.50 บาท
P/E Forward สิ้นปี 2012 = 38.5/1.15 = 33.5 เท่า

ปกติ การลงทุนจะเป็นการมองไปข้างหน้า 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือถ้าภาพชัดมาก ก็อาจมากกว่านั้น
แล้วแต่สภาวะตลาด ณ ขณะนั้น แต่เวลาเมื่อผ่านไป มูลค่าของกิจการในกลุ่มค้าปลีก ก็จะเลือนไปข้างหน้าด้วย เช่นกัน

ตัวอย่าง ถ้าวันนี้เป็น 1 ม.ค. 55  มูลค่าที่เราประเมิณที่จะมองก็คือ 1 ปีข้างหน้า ก็คือสิ้นปี ธค 55
แต่เมื่อเวลาผ่านถึง Q3/55  ราคากับมูลค่าของปีนี้ก็อาจจะเป็นตัวเดียวกันไปแล้ว ถ้าตลาดอารมณ์ดี
ฉะนั้น ตลาดจะเลื่อนมูลค่าไปเป็นของปีหน้าไปเลย

ในทางกลับกัน แต่ถ้าตลาดอยู่ในสภาวะซบเซา การมองไปข้างหน้า ก็อาจจะสั้นกว่าปกติ

 

DCF วิธีที่ได้รับความนิยม ในการจะคำนวณมูลค่าในอนาคต แล้วค่อยคิด discount ย้อนกลับมา ณ เวลาปัจจุบัน
ซึ่งถ้ากำหนดตัวแปรต่างๆ การย้อนกลับ มากกว่าเงินเฟ้อ ยังไงมูลค่าในอนาคตของกลุ่มค้าปลีก จะแพงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ
อยู่มาก และจะเห็นว่า ตลอดเวลาหุ้นกลุ่มนี้ มันแทบจะไม่มี MOS ณ เวลาปัจจุบันอยู่เลย เว้นแต่จะเกิด Panic

ฉะนั้น การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่สถาบันในไทยชอบมากๆ ก็เป็น Mind Game ว่า เรากับเค้าจะวัดมูลค่า กัน ณ เวลาใด

ขอจบการคำนวณคร่าวๆเท่านี้ จากข้อมูลที่มีอยู่ก่อนนะครับ ถ้าหลังฟัง Oppday แล้วมีอะไรใหม่ ก็มาปรับกันใหม่

อันนี้เป็นของแถมครับ

สัมภาษณ์เจ้าของแฟรนไชส์สาขาแรกของ 7-Eleven
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=83765

@Shaen
เขียนครั้งแรกเมื่อ 3 พ.ค.55 ก่อนงบQ1/2555 ออก
เขียนครั้งที่2 8 พ.ค. 55 หลังงบออก
เขียนครั้งที่3 9 พ.ค. 55 หลังงบออก + เห็นตารางล่าสุด

SENA Plus

มาตรฐาน

SENA ชื่อนี้หลายคนที่อยู่ในวงการลงทุนและอสังหาฯ คงรู้สึกได้ถึง “ความหน่วง” ด้วยความที่เริ่มจาก
ธุรกิจกงสี ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ข้อดีก็คือ เถ้าแก่จะลงมาดูแลโครงการแบบใกล้ชิด ตัดสินใจได้เร็ว
แต่ข้อจำกัดของ Sena คือ เคยผ่านประสบการณ์การลอยตัวค่าเงินบาทมา ซึ่งช่วงแรกกู้เงินจากตปท.มา
แล้วไม่ได้ืทำ Forward ไว้! แน่นอนว่า บาดเจ็บ

ฉะนั้นเวลาจะขยายโครงการ Sena จะระมัดระวังมากกว่าปกติ และมีการเปลี่ยนถ่ายรุ่นในการบริหารด้วย
แต่ก็ยังมีกลิ่นไอของความเป็นกงสีอยู่ เพราะสัดส่วนการถือหุ้นอยู่กว่าครึ่ง ทำให้การขยายตัว ในช่วงที่ผ่านมา
เทียบกับเืพื่อนๆในกลุ่ม อาจจะดู หน่วงๆไป

ลองมาดูเพื่อนๆในแวดงงเดียวกันเปรียบเทียบดู

PSพระเอกในอดีต เจาะตลาดทุกกลุ่ม สร้างเยอะ ขายไว แต่มาจุกตอนน้ำท่วมปีล่าสุด

SPALI – พื้นที่อาจจะรองมาหน่อย ควบคุมต้นทุนเก่ง – โตตลอดเช่นกัน

LPN สม่ำเสมอด้วยคุณภาพ ถนัดแนวสูงเป็นพิเศษ

https://i0.wp.com/content.screencast.com/users/glauy/folders/Snagit/media/5c5b8be5-d928-4dfb-b06b-4a8236a77862/02.15.2012-15.11.05.png

SIRI ผู้ท้าชิงแชมป์คนใหม่ Brand ติดตลาด ออกแบบสวย เปิดจองและหมดภายในวันเดียวอยู่บ่อยๆ


ตบท้ายด้วย SENA ดูยอดขาย กำไร แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมมันถึงหน่วง PE ต่ำเตี้ยเช่นนี้ แต่…

แต่แนวโน้มรายไตรมาสเริ่มจะดีขึ้น!

ด้วยผลงานที่ผ่านมา ยอดขาย กำไรแทบไม่โต และถือว่าเป็นผู้เล่นตัวเล็กในตลาดอสังหาฯ
SENA จึงถูกวางตำแหน่ง หุ้นปันผล มาโดยตลอด สังเกตปันผล 7-8% มาโดยตลาด

แต่จากข้อมูลล่าสุด โครงการในมือ เหลือในแนวสูงเยอะ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ก็น่าจะเป็นผลดี

ถึงแม้จะมียอดขายที่ไม่สูง แต่มีประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนและการบริหารนี่แหละ ดูจาก ROA,ROE,NPM ถือว่าสูงไม่น้อย
นี่ถือเป็นจุดเด่นของ SENA และเมื่อถึงคราวเวลาจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์  ขนาดที่เล็ก จะทำได้คล่องตัวมากกว่า

SenaFest – Community Mall ความท้าทายใหม่ที่จะทำให้ Brand Sena ดูมีสีสัน มีชีิวิตชีวา เพิ่มมากขึ้น

https://i1.wp.com/www.senafest.com/img/gellery/pic1.jpg


Image

Senafest ถือว่ามีความสูงแตกต่างจากคอมมิวนิตี้มอลล์ทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มีจำนวนไม่เกิน 2-3 ชั้น แต่โครงการนี้จะมี 4 ชั้น เพื่อให้ลูกค้า
ได้เต็มอิ่มกับพื้นที่และจำนวนร้านค้าที่เพิ่มขึ้นได้อีก ประมาณ 25% จะมีการติดตั้งบันไดเลื่อนถึง 16 ตัว เพื่ออำนวยความสะดวกใน
การขึ้น-ลง ส่วนบริเวณชั้น 1 เป็นลานจัดกิจกรรมอีสต์คอร์ตและเวสต์คอร์ต เพื่อเพิ่มความคึกคักให้กับมอลล์

ล่าสุด เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ ได้เริ่มนำเสนอรายละเอียดโครงการให้กับผู้เช่ากลุ่มเป้าหมาย แต่ยังไม่ได้กำหนดอัตราค่าเช่าเป็นทางการ
เบื้องต้นคาดว่าจะมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 800-2,000 บาท/ ตารางเมตร/เดือน สำหรับงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2555

อ้างอิง http://www.senafest.com

ภาคประเมิณกำไร SenaFest

ที่นี่ผมอยากเลยลองประเมิณ รายได้ กำไร จาก SenaFest ดูบ้าง

https://i1.wp.com/content.screencast.com/users/glauy/folders/Snagit/media/8ab4fc21-981b-40d4-abce-ae9853d6280f/02.15.2012-21.38.16.png

ตารางนี้เทียบกับเพื่อนที่เป็นธุรกิจที่ให้เช่้าพื้นที่ ว่ามีอัตราส่วนทางการเงินยังไงบ้าง

ภาควิเคราะห์

ในช่วงแรกเป็นการเปิดตัว ค่าเช่าอาจจะยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ อย่าง SF นี่ 2,000/ตรม. เลยนะครับ
ของ SenaFest ถ้าตีซัก 1200-1500 บาืท/ตร.ม กำไรจากที่ผ่านมา + เืทียบกับเพื่อนๆ น่าจะ 25-30% ความจุ 90%

จะได้ รายได้ราว 127 ล้านบาท กำไรจะอยู่ในช่วง 31-39 ล้านบาท เฉพาะพื้นทีให้เช่า
(อาจจะมีพ่วงมาในลักษณะป้ายโฆษณา+กิจกรรมส่งเสริมการขาย บ้างซัก 5%)
ก็ตีราวๆ 35 ล้านบาท/ปี สำหรับช่วงเริ่มต้น

แต่ในข่าวมีเขียนเผื่อเอาไว้ สามารถเพิ่มพื้นที่เช่าได้อีก 25%
88 ล้าน ก็จะเป็นกำไรจากค่าเช่าสูงสุด ณ ปัจจุบันที่จะทำได้
และยังสามารถเพิ่มค่าเช่าตามสภาพเศรษฐกิจไปได้อีก

สัดส่วนจาก SenaFest อาจจะดูไม่เยอะ แต่ผลพลอยได้ื่ทางอ้อมที่ SENA จะได้คือ Brand Awareness
ต่อภาพลักษณ์ของอสังหาของ SENA เอง เวลาจะเปิดขายโครงการใหม่ๆ ก็สามารถเปิดขายที่ SenaFest ได้เลย
ส่งผลใ้ห้มีโอกาสขายโครงการได้มากขึ้น และมีโอกาสที่จะทำ Mall แหล่งถัดๆไป ไ้ด้อีก

สรุปคือ ผมมองว่า SenaFest + Pattaya Golf Club มีโอกาสที่จะตอบโจทย์
ที่ Sena ขาดอยู่ในแง่ความแข็งแรง + ความหรูหรา ของ Brand ไปได้


ภาคต่อ : ตัวอย่างการคำนวณ PE Hybrid ของ SENA ครับ

เผยแพร่ครั้งแรก : 22 ก.พ. 2012
@Shaen

วิธีประเมิณมูลค่ากิจการกลุ่มอสังหาอย่างง่าย

มาตรฐาน


จากบทความก่อนหน้า การประเมิณมูลคาหุ้นอย่างง่าย เหมาะกับกิจการที่
ค่อนข้างมีรายได้เข้ามาค่อนเข้าแน่นอน แต่เราจะเอาใช้หมวดอสังหา
ตรงๆก็ไม่ได้ เพราะ ที่ผ่านมาอสังหาจะรับรู้รายได้จากตัวเลขยอดจอง

ซึ่งแน่นอนล่ะ ไม่ใช่จองทั้ง100 แล้วจะทำสัญญาโอนทั้ง 100 ที่ผ่านมา
เราจะเห็นว่า มีการซื้อขายใบจองกันเกลื่อน ทำให้ตัวเลขกำไรคาดการณ์
ได้ยากมาก! ตลาดจึงให้ค่า PE กลุ่มอสังหาค่อนข้างต่ำ-ต่ำมาก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว

จนกระทั่งระยะหลัง การรับรู้รายได้ของอสังหาฯเปลียนจากยอดจอง
มาเป็นรับรู้รายได้เมื่อโอนทั้งก้อน เช่้น คอนโดก็นับเ็ป็นห้อง
บ้่่านก็นับหลังกันเลยครับ เงินดาวก็ค่อยมานับเมื่อโอนด้วย (ขอบคุณน้องโอ๊ค Audit เก่า ด้วยครับ ^^)
ทำให้ตัวเลข Backlog สำคัญมาก สำหรับแวดวงนี้ พราะจะใกล้เคียงกับยอดขายจริงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

พอเราได้ตัวเลข ยอดขายมาแล้ว ก็ทำการคำนวณกำไรได้ จาก NPM(อัตรากำไรสุทธิ) เฉลี่ยของบ.ที่เคยทำได้
เช่น บริัษัืท X มี Backlog ปี 55 ณ ปัจจุบัน

บริษัท X ณ 1 มกราคม 55 มียอด Backlog เป็นแบบนี้
Q155 = 5,000
Q255 = 7,000
Q355 = 8,000
Q455  = 5,000

สังเกตว่า ยอดขายหรือยอดโอน มันจะสวิงไปมา แบบนี้แหละครับ ขึ้นอยู่กับว่า โครงการไหนจะโอนกันไตรมาสไหน
ทีนี้ การบ้านเราก็คือ ติดตามว่า

– แต่โครงการมียอดขายไปเท่าไหร่แล้ว
– แล้วจะรับรู้รายได้เมื่อไหร่
– โครงการใหม่ที่ทำอยู่ สร้างช้า หรือเ็ร็วกว่ากำหนด
– ดอกเบี้ยขาขึ้นหรือขาลง
– ต้นทุนค่าก่อสร้าง เป็นไง ค่าแรงเพิ่มขึ้น แล้วยิ่งก่อสร้างช้า ต้นทุนก็วิ่งไปเรื่อย
– คนที่เข้าไปอยู่แล้ว บ่นหรือชม มีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาอยู่ในวิสัยที่แก้ได้มั้ย

โอเค ลองมาคำนวณกัน
Backlog รวม 4Q55 = 25,000 ล้านบาท  NPM 7%
ตรงนี้จะเื่ผื่อตัวเลขว่า โอนจริงซัก 90%
กำไรก็น่าจะราวๆ 25,000x 0.90x 0.07 = 1,575 ล้าน  เราก็เอาไปคำนวณหา EPS (กำไรต่อหุ้น) ได้เท่้าไหร่
สมมมิตมี 5,000 ล้านหุ้น ก็ตก EPS = 0.315 บาท/หุ้น

คราวนี้มาเรื่อง PE ละครับ ว่าตลาดจะให้ PE เท่าไหร่
P/E 5 เท่า ราคา = 0.315×5 = 1.575
P/E 6 เท่า ราคา = 0.315×6 =  1.890
P/E 7 เท่า ราคา = 0.315×7 = 2.205
P/E 8 เท่า ราคา = 0.315×8 = 2.520

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไงว่า บริํษัทพัฒนาอสังหาS นี้ควรมี P/E เท่าไหร่
เพราะ P/E 5 กับ 8  ราคาหุ้นก็ต่างกันเยอะ 2.520 นี่ต่างกับ 1.575 ถึง 60% เลย

ผมใช้หลักเท่าที่คิดได้ดังต่อไปนี้

1. ดูจาก PE เฉลี่ยที่ผ่านมาของตัวเอง
เทียบกับตัวเองก็ดูง่ายดีครับ แต่ก็อย่าลืมดูพัฒนาการในอนาคตเปรียบเทียบด้วย ว่าบริษัทมีอะไร
เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงบ้าง

2. ดูจากค่า PE เฉลี่ยของกลุ่ม
ผมว่าก็พอกล้อมแกล้ม แต่มันมีเหตุผลว่า ทำไมบริษัทนั้น P/E สูงกว่า P/E นี้ล่ะอ๋อ ก็ยอดขายเค้าสม่ำเสมอมา
โดยตลอด NPM ก็โตกว่าเพื่อน มี Backlog ต่อเนื่อง

3. ดูจาก Growth หรือ Backlog ในอนาคต

ว่าเป็นยังไง ไม่ใช่ว่า โอนปีนี้หมด กำไรเยอะเลย ปีหน้าโครงการใหม่สร้างเสร็จปลายปี ไม่มีของขาย ไม่มียอดโอน -_-!
กับอีกบริษัท มียอด Backlog ต่อเนื่อง แบบนี้ก็ให้ PE Premium ได้
อาจจะประยุกต์ใช้กับ สูตร สเป็กดี ได้  อ่านเพิ่มเติม

4. ดูจากแนวโน้มความต้องการของตลาด
จากน้ำท่วมที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า ความต้องการในแนวสูง มากกว่าแนวราบแน่ๆ
แล้วถ้ารัฐยังไม่มีมาตรการป้องกันที่แน่ชัด แล้วท่วมอีกรอบ จากงานช้าง จะกลายเป็นงานไดโนเสาร์ละทีนี้
แต่ถ้ามีมาตรการชัดเจน แนวราบก็มีแนวโน้มฟื้นจากความมั่นใจของผู้ซืิ้อ

ก็ไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนี้ ตลาดจะให้ PE สูงกับ บริษัทที่มี Product ในแนวสูงหรือทำเลที่น้ำไม่ท่วม

5 .ฺฺฺBrand Awareness
  ถ้าBrand หรือคุณภาพของบ้านที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้่า เปิดขาย เปิดจองปุ๊บ หมดปั๊บ
PE สูงกว่า บริษัท ที่สร้างบ้านแล้ว สร้่างช้า ขายช้า ปัญหาเยอะ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

6. ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ถ้าบริษัท A หันมาสร้างโรงงานจากระบบ Precast ทำให้ย่นระยะเวลาไปได้
เวลาที่ย่นไปได้ ก็คือต้นทุนค่าแรงที่ลดลง ดอกเบี้ยที่จ่ายก็ลดลง ก็เป็นกำไรที่งอกขึ้นทางอ้อมได้ PE สูงกว่า บริษัท
ที่สร้างช้ากว่ากำหนดไปเรื่อยๆ ค่าแรงเพิ่ม ดอกเบี้ยเพิ่ม ก็ถูกต้องแล้ว

หวังว่าจะได้ไอเดียในการประเมิณมูลค่ากิจการของบริษัทในแวดวงอสังหาฯ ไปบ้าง ไม่มาก็น้อยนะครับ
ใครมีอะไรแชร์ ก็ยินดีนะครับ

24 ม.ค. 55