Category Archives: บทความการลงทุน

กำเนิด ThaiOppday

มาตรฐาน

จุดเริ่มต้น

vihy

https://www.facebook.com/x1154x/posts/554334161344660

พอมีเสียงตอบรับ คนร่วม “ลงทุน ลงแรง”ด้วย
ผมก็ทำเป็น  Blog ใหม่ขึ้นมาเลย ตอนนี้มีสมาชิกยังไม่เยอะ แต่ก็เริ่มทยอยเขียนกันเข้ามาแล้ว
สนใจอยากร่วมด้วย เชิญเลยครับ ลงแรงนิดหน่อย

ThaiOppday
วิธีการสมัคร Thai Oppday

1.สมัครสมาชิก ที่ http://thaioppday.wordpress.com/
(ฟรี แต่ยังอ่านไม่ได้ จนกว่าจะส่งสรุป oppday ที่ตัวเองจดเอาไว้แล้วส่งมาที่ Message ในเพจ VI Hybrid
เพื่อยืนยันว่า ท่านพร้อมที่จะแชร์แล้ว)

2 ส่งสรุป Oppday มาที่ กล่องข้อความ ของเพจ VI Hybrid 

3.ผมจะทำการ Activate ให้ท่านเข้ามาอ่าน/ เขียนได้

ที่ผมทำแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพราะผมก็จดของผมอยู่แล้ว
แต่ทันทีที่คุณเริ่มจด มันจะดีต่อคุณเองทันที แม้นคุณไม่ได้มาแชร์ก็ตาม
แต่ทันทีที่คุณแชร์ ผมแค่ทำให้เห็นว่า คุณจะได้ผลตอบแทนกลับไปทันที
คุณลงทุนเขียนแค่อันเดียวก็ได้ แต่ตคุณจะได้อ่านของเพื่อนอีก
แต่มันจะมีประโยชน์มากขึ้น ถ้าคุณเลือกที่จะแบ่งปัน

“ยิ่งให้ ยิ่งได้”  เชื่อผมมั้ยครับ

### Thai Oppday ###
“When Everday is Oppday”

เลิกเล่นหวย แล้วได้อะไร

มาตรฐาน

หลายท่านที่อ่าน blog นี้อยู่แล้ว คงรู้จักการการลงทุนกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ฉะนั้นเรื่องการซื้อหวย หวังรวย เชื่อว่าคงไม่อยู่ในแผนการของท่าน

แต่กับคนธรรมดาทั่วๆไป การเล่นหวย มันกลายเป็นความหวังของชีวิต
ซึ่งมันแทบจะหริบรี่เหลือเกิน อาจเป็นเพราะเค้าคิดว่ามันดูเป็นเงินเล็กน้อย เลยยอมเสี่ยง
แต่ถ้าเราใช้ให้ถูกทาง มันก็กลายเป็นอีกเรื่อง

การที่อยู่ที่ดีๆ เราไปพูดให้เค้าเลิก เค้าก็อาจเคืองเราได้
การนำอนาคตมาให้เค้าดูไปเลยว่า ถ้าเลิกเล่นหวย แล้วจะได้อะไร แบบชัดๆ

ใครที่กำลังเล่นอยู่ หรือที่บ้านเล่นอยู่ ที่ office เล่นอยู่
ลองแชร์ตารางนี้ไปให้เค้าดูครับ อาจจะกระตุกอะไรบางอย่างให้เค้าได้

ปล เป็นส่วนหนึ่งใน Slide ที่ผมพูดภายในให้น้องๆที่ Pi R Square ฟัง

Screen Shot 2557-04-01 at 4.17.39 PM

ถ้าเล่นหวย ไม่รู้ว่าจะถูกหวยเมื่อไหร่
แต่เลิกเล่นแล้ว รับรองว่าคิดถูกแน่นอน
แถมรางวัลยังจะใหญ่กว่าที่ 1 เสียด้วยซ้ำ

เชิญทดลองเล่น ไฟล์ที่ผมทำไว้ได้ที่
http://bit.ly/pirplan

1 เมษายน 2014
แชน

มุมมองและเงื่อนไข

มาตรฐาน

คำถาม : รถคันนี้จอดในช่องหมายเลขอะไร?

image
.
.

.

สิ่งที่เรามักทำในชีวิตบ่อยๆคือ “การคิดเอาเอง”

ถ้าคิดแบบตรรกะ มองกลับหัว จะได้ 87 เพราะเป็นเลขเรียงลำดับ ดูมีเหตุมีผล หล่อด้วย

ถ้าตอบแบบกวน คือ เลขอะไรก็ได้ที่ไม่อยากให้ถูก เพราะจริงๆ รถคันนั้นมันไม่ได้จอด
แต่เป็นเพียงเพราะ เราแค่จับภาพนิ่งของรถที่วิ่งอยู่

ถ้าตอบตรงไปตรงมา คือ ไม่รู้ เพราะรถมันบังอยู่
ที่เหลือ คุณคิดเอาเอง…  บนประสบการณ์ที่คุณได้เจอมา แล้วอนุมานต่อไป

ไม่ต่างจากที่เรามักจะหาเหตุผลต่างๆนานว่า

“ทำไมหุ้นตก”
“ทำไมเค้าไม่โทรมา”

อย่าคิดเอาเองครับ จากมุมของตัวเองเพียงอย่างเดียว !!

คนที่ตอบถูกบนเงื่อนไขนึงแล้ว แต่ยังผิดเพราะ ผมแกล้งสร้างเงื่อนไขใหม่
แล้วยังตอบใหม่ได้ ท่านเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
จะประสบความาสำเร็จได้ไม่ยากครับ 🙂

เขียนครั้งแรกวันที่ 17 ธันวาคม
แชน (1154)

VIสายดำ 1154 (Writer’s Cut)

มาตรฐาน

25561115-132314.jpg

ไปออกรายรายการ VIสายดำ ทางช่องกรุงเทพธุรกิจ มาเมื่อต้นเดือน
ตุลาครับ หลังจากที่บ่ายเบี่ยงมาปีนึง ขอบอกว่า ตื่นเต้นมาก !!

ด้วยความตื่นเต้น เลยเขียนบทพูดไปเตรียมที่จะเล่า
แต่ด้วยฟาร์มตื่นเต้น ไม่ได้พูดที่เตรียมมาสักเท่าไหร่  -*-
เลยคิดว่า น่าจะเล่าต่อในนีน่าจะดี เริ่มเลยแล้วกันเนาะ

เทปแรกจะเป็นการเล่าแนะนำตัว ประสบการณ์
และแนวทางในการลงทุนคร่าวๆของผมครับ

ถ้าพอมีเวลาเหลือ ลองอานประวัติที่ผ่านมาของผม
ว่าล้มเหลวอะไรมาบ้างได้ที่
https://vihybrid.wordpress.com/shaen/

เทปที่ 1

เทป 2 ตอน การลงทุนแนว “ตรรกสัตว์”


อย่างช่วงแนะนำหนังสือ ที่จริงผมตั้งใจจะแนะนำเป็น “หนัง”แทน”หนังสือ” ที่มีหลายท่านแนะนำเยอะแล้ว
พอช่วงเบรกเตี๊ยมกับพิธกร (อุ้ย) ว่า ผมจะพูดเรื่องหนังแทนนะ

พอเข้ารายการอีกครั้ง ไหงคำถามกลายเป็นหนังสือเหมือนเดิม 😀  ซึ่งที่จริง
ถ้าผมตั้งสติได้ ก็พาเลี้ยวเข้ามาได้เอง แต่ตอนนั้นปลาทองเข้าสิง ผมเลยต้องตอบ
หนังสือแบบสดๆไป -*-

เลยขอแนะนำตรงนี้แทนนะครับ (จริงๆเคยแนะนำในเพจไปแล้ว)
เป็นเรื่อง Priceless กับ Rich Man,Poor Woman เป็น Series ฝั่งญี่ปุ่นทั้งคู่

Rich Man,Poor Woman ผมเคยเขียนไว้ที่นี่

Priceless_TV_series_poster
Priceless เป็น Series ที่สะท้อนให้เห็น ความสุขจากการใช้ชีวิตแบบทุ่มเท
ในสิ่งที่หลงใหลให้ออกมาดีทึ่สุด จนไม่ได้นึกถึงตัวเงินเลย

จากพนักงานบริษัท หล่อ รวย อนาคตไกล แต่มีเหตุให้ต้องห้ออกจากงาน
บ้านก็ถูกไฟไหม้ สุดท้ายต้องกลายเป็นคนไม่มีบ้าน

ส่วนนักลงทุนที่เป็นต้นแบบของผมคือใคร ผมอยากจะตอบไป
แต่ไม่ได้ตอบในรายการว่า เลยขอตอบตรงนี้ว่า “พ่อกับแม่ของผมเองครับ”

ทั้งสองคน “ใส่ใจ” กับผมมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไว้ใจ ให้อิสระ
ในการคิด ตัดสินโดยหวังแค่ว่า ให้ลูกมีความสุข เป็นคนดีแค่นั้นเอง
ขอบคุณทั้งพ่อกับแม่นะครับ -/\-

ขอขอบคุณทีมงานวีไอสายดำ ที่ได้เกียรติผมนะครับ
ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทุกท่านที่เราได้พูดคุย ทั้งที่พบกันทั้งโลกจริงและโลกออนไลน์
ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับชมจนและอ่านจนถึงบรรทัดนี้
ขอบคุณครับ
-/\-

อ่านเรื่องตรรกสัตว์เพิ่มเติมพร้อมตัวอย่างได้ที่
https://vihybrid.wordpress.com/2012/12/24/logic-invest/

ปล เขียนตอนนอนทำกายภาพ 15 พย 2556
แชน

ผมไม่ใช่ VI ?

มาตรฐาน

อย่างที่ทราบกันว่า ผมใช้ชื่อ Login และนามปากกว่า ว่า “1154”
และชื่อ Blog ว่า “VI Hybrid” แต่คนมักจะจำผมที่ icon “ไอ้หน้าดำ”

ภาคปฐมบท

ทำไมผมถึงใช้ชื่อ Blog นี้ ความคิดแวบแรกส่วนนึงของคนอ่านไม่พ้นว่า “ไอ VI Hybrid นี่มันต้องออกแนว
Fundamental + Technic แน่ๆ มันไม่ใช่ VI พันธุ์แท้หรอก”

ส่วนตัวผมมองว่า การลงทุนมันเป็นศิลปะ ต่อให้เราคำนวณหากำไรได้เป๊ะขนาดไหน
หรือต่อให้เป็นเจ้าของบริษัทเสียด้วยซ้ำ ก็ไม่แน่ว่า เราจะได้กำไรจากการลงทุนเสมอไป

ผมไม่ปฏิเสธว่า ผมอ่านกราฟได้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ใน Blog ผมพยายามจะพูดถึงกราฟน้อยมาก
จะยกตัวอย่างในกรณีที่

  1. มีการเปรียบเทียบกิจการใน Sector เดียวกัน
  2. อยากให้เห็นปัจจัยที่มากระทบในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา
  3. ชี้ให้เห็นถึงวัฏจักรของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ

เพราะผมเชื่อมั่นว่า What  มาก่อน When และอยากให้ผู้อ่านที่เพิ่งเริ่มลงทุนได้ทัศนคติการลงทุน
ที่ว่า “หุ้นก็คือธุรกิจ”

ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้รังเกียจการดูกราฟ เพราะมันคือ “สถิติที่ยืนอยู่บนศิลปะ”
ถ้าคุณศึกษาสัดส่วน Fibonanchi  คุณจะเข้าใจว่า มันไม่ได้อยู่แต่ในกราฟเท่านั้น
แต่มันอยู่ในโลก อยู่ในธรรมชาติ ของมันอยู่ก่อนแล้ว

ต่อให้คนสองคน ลงทุนในหุ้นตัวเดียวกัน ศึกษาพื้นฐานมาพอๆกัน
สิ่งที่จะทำให้สองคนนี้แตกต่างกันคือ จุดเข้าซื้อและจุดขาย

MOS (Margin of Safety) จากการะประเมิณมูลค่า เป็นหมวกกันน๊อคใบแรกที่เราควรหยิบมาใส่
สำหรับผมกราฟก็อาจจะเป็น “MOS เสริมต่ออีกขั้นนึง”

นอกจากนั้นแล้ว ผมยังมองว่า “จิตวิทยาการลงทุน” ก็เป็นส่วนสำคัญในการลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็น ตลาดที่ซื้อขายความเชื่อ ความคาดหวังกัน

การที่ทำให้คนอื่นเห็นในภาพเดียวกับที่เราเห็นในหัว ด้วยวิธีการใดก็ตาม
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล การคาดการณ์ ข้อมูลวงใน หรือ ศรัทธาล้วนๆ
ก็เป็นเหตุผลที่หลายๆคน พยายามดึงมวลชนไว้กับตัวเองให้มากที่สุด

สำหรับผม การที่ผมเขียนในสิ่งที่ผมคิดคนเดียวออกไป ก็เพื่อจะปิงปองกันคนอ่านว่า
ผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียว อยากได้มุมแย้ง อยากฟังความคิดเห็นต่าง ออกไปด้วย
ว่าผมลืมคิดอะไรไปหรือเปล่า ซึ่งจากที่ผมเริ่มเขียนในช่วงแรกๆ ก็มีคนเขียนมาคุยกับผม
เค้าถามในสิ่งที่ตอนนั้น สารภาพว่าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่เค้าถามมาแล้วนี่ ก็เลยต้องไปทำการบ้านต่อ
ไปๆมาๆ มันก็ส่งผลดีกับตัวผมเองนั่นแหละ ที่ทำให้รู้มากขึ้น แถมยังได้เพื่อนด้วย

นั่นอาจเป็นที่มาของชื่อ Blog จากชื่อในช่วงแรกในการเขียน Blog ของผม

ภาคปัจจุบันขณะ

นิยาม “VI Hybrid” สำหรับผม มันได้เปลี่ยนไปอีกขั้นนึง

เพราะผมตระหนักแล้วว่า จริตของผมที่มาจากผู้ประกอบการณ์ มาก่อน(ผมเปิดบริษัทตั้งแต่อายุ21)
ฉะนั้นผมจะรู้สึก”คัน” ตลอดเวลา ที่อยากปรับนู้น เสนอนี่ ให้มันดีขึ้น ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นแค่ผู้ถือหุ้นคนนึง

แต่มันก็ไม่ได้ข้อบังคับนี่ ว่าห้ามผู้ถืิอหุ้น เสนออะไรเยอะแยะ จนถึงขั้น คันมากขึ้นไปอีก จนไปเสนอหน้า
ขอบริษัทเค้าทำ (ขับรถหลายร้อยกิโล หรือออกตังค่า Production ไปก่อน ตั้งกลุ่มนู้นนี่ ผมว่าก็ทำมาเยอะแล้ว
จนหลายคนที่ไม่เข้าใจ จะมองว่า ไอนี่เชียร์หุ้นจนเข้าเส้นไปแล้ว)

จนหลายคนสงสัย ว่าเมิงทำไปทำไม

นั่นซิ ผมทำไปทำไมว่ะ

คำตอบที่ผุดขึ้นมาในหัว ก็เพราะจริต(สันดาน)ผมมันเป็นอย่างนี้ พื้นฐานนิสัยผมเป็นคนขี้หงุดหงิด
เห็นอะไรที่คิดว่าปรับได้ ทำให้ดีกว่าเดิมได้ แล้วจะให้อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ผมละ มันต้องลงไปทำซิ

แต่เมื่อเราอยู่ในฐานะแค่ผู้ถือหุ้น มันก็อาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะบริษัทเค้าก็มีคนทำงานประจำอยู่แล้ว
เราจะไปยุ่มหย่ามมาก เค้าจะเหม็นขี้หน้าซะเปล่าๆ แต่ทำไงได้ ผมก็พยายามต่อไป แล้วเค้าจะเห็นเจตนาของเราเอง
สำหรับผม ตอนนี้เค้าเริ่มเห็นผมแล้วล่ะ เหอๆ

แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังมีเพดานอยู่ดี เพื่อให้หายคัน ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยน จากนักลงทุนเต็มตัวอยู่ช่วงนึงของชีวิต
กลับไปทำงานประจำซะงั้น เพราะบริษัทเราเอง เราใส่สิ่งที่เราตั้งใจ สิ่งที่เราคิด ลงไปได้เต็มที่

และนี่กลายเป็นนิยามใหม่ในกาลนี้ของผม
ผมไ่ม่ใช่นักลงทุน VI แต่ผมเป็น….เป็น อะไรวะ  -*-

คุณจะคิดว่าผมจะเป็นอะไร มันก็ไม่สำคัญอยู่ดี
เพราะถึงอย่างไร ผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดอยู่ดี
(เพราะไม่งั้น ผมก็อยากให้คุณคิดว่าเป็น เจมส์ จิ เหอๆ)
แต่ผมเป็นในสิ่งที่ผมทำ

จะเห็นว่า ภาคแรกนิยามของ VI Hybrid เป็นเรื่องของ “วิธีการ”
และปัจจุบันขณะ มันได้ลอกคราบ กลายเป็นเรื่องของ “ทัศนคติ” ไปแทน

เขียนเมื่อคืน 18 ต่อ 19 กันยายน 2013
1154

กระจกหน้า กระจกหลัง

มาตรฐาน

ถ้ามีหุ้น  2 ตัว ตัวแรก P/E 8 เท่า ตัวที่สอง P/E 2,000 เท่า
คุณจะซื้อตัวไหนครับ ( แหม่ ถามไปได้)

ความเชื่อแบบเก่าๆที่ยึดติด P/E ต้องต่ำ เท่านั้น ถึงจะน่าลงทุน
เป็นความเชื่อที่ฝังหัวนักลงทุนมานานแสนนาน และก็คงจะอยู่ต่อไปอีกนานล้านนาน (ไม่ฮาหรอก แต่จะเล่นนิ)

ผมขอยกตัวอย่างเพื่อจะพิสูจน์ คำกล่าวที่ว่า ว่ามันจริงหรือเปล่า

Screen Shot 2556-08-28 at 11.05.33 PM

ในปี 2007 หุ้นTTA มี P/E ราว 8.4 เท่า ที่ราคา 58 บาท
นักลงทุนที่มอง P/E เป็นสรณะ จัดไปเต็มพอร์ต …สดชื่น
PE สูงสุดในช่วงต้นปี 2012 ที่ 107 เท่า
ปัจจุบัน ไม่มี P/E ไปแล้ว เพราะขาดทุน ^^!

ในรูป Qconเมื่อกลางปี 2009 มี P/E  2,239 เท่า และถือไว้เพียง 2ปีกว่า ก็มีโอกาสได้เกิน 10 เด้ง
(ถ้าขายได้ในช่วงที่ราคาสูงสุด  แต่ถึงไม่ได้ขายในจุดสูงสุด ก็ได้หลายเด้งอยู่ดี)
Screen Shot 2556-08-28 at 10.14.20 PM

ถ้าคนที่มองแต่ P/E ก็คงมองข้ามไป แถมยังอาจจะมองว่าคนที่ซื้อนี่ ฉลาดน้อยเสียด้วยซ้ำ
คนที่คิดแบบนี้ ยังติดกับดักในเงื่อนไขที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเอง
แล้วเคยสำเร็จไม่กี่ครั้ง แล้วมองว่าคนที่คิดต่างจากตัวเอง เป็นพวกไร้สมองไปซะอย่างนั้น

P/E ที่เราเห็นใน set ใน streaming มันคือ Trailing P/E
กล่าวคือ มันคือ P/E ย้อนกลังไป 4 ไตรมาส ซึ่งมันก็คือ “กระจกหลัง”
ที่สะท้อนการดำเนินมาในอดีตของบริษัท หากแต่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงเล่า
เราคงไม่สามารถมองอนาคตได้จากกระจกหลัง

หากแต่สิ่งที่เราควรจะมองควรเป็นทางข้างหน้า หาใช่ทางข้างหลังไม่
ฉะนั้นสิ่งที่นักลงทุนควรจะสนใจมากกว่าคือ “Forward P/E”

การจะคำนวณหา Forward P/E ได้ ก็ต้องคำนวณ หา Forward Earning ให้ได้
นั่นก็มาจากการหาข้อมูลในอนาคต แล้วทำการเมิณโอกาสและมูลค่า

ถ้าคุณมองออกว่า อนาคตมันเป็นอย่างไร เมื่อ E เพิ่มขึ้น P/E ก็จะลดลงมาเอง

ฉะนั้นการที่หุ้นตัวนึงมี P/E สูงผิดปกติ อย่าเพิ่งด่วนสรุป
สิ่งที่ควรทำคือ หาข้อมูล หาสาเหตุเพิ่มเติม ว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้หรือเปล่า

หุ้นที่มี P/E สูงมาหลายปีอีกตัวที่หลายคนรู้จักก็คือ  Amazon
คำถามที่หลายคนคิดในใจ ว่าทำไมมันสูงจัง

ส่วนตัวมองว่า เพราะ Amazon  อยู่ในธุรกิจที่แห่งอนาคต
ที่โลกกำลังเปลี่ยนมาในทิศทางที่บริษัทได้ประโยชน์
ไม่ว่าจะเป็น จากหนังสือกระดาษมาเป็น eBook ที่แทบจะตัดต้นทนในการผลิตและการขนส่งไป
หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่ ซื้อของ Online  มากขึ้นเรื่อยๆ

Screen Shot 2556-08-28 at 10.31.39 PM Screen Shot 2556-08-28 at 10.33.01 PM

ที่กล่าวมาทั้งหมด เพียงไม่อยากให้ยึดติดกับเพียงแต่ P/E  เพียงอย่างเดียว
เพราะเราคงไม่สามารถขับรถไปถึงปลายทางด้วยอาศัย การมองกระจกหลังแต่เพียงอย่างเดียว

ปล หุ้นที่นำมาเขียน ไม่ได้ชี้นำให้ลงทุน แต่อย่างใด
เพียงแค่หยิบมาเป็นตัวอย่างนะครับ
(ที่จริงส่วนนึง เคยเขียนกรณี Q-Con ไว้ในblog เมื่อ สค 55)

เขียนเมื่อ 28 สิงหาคม 2556
แชน

กับดักการลงทุน

มาตรฐาน


ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ผ่านไป 44 วันแล้ว ยังไม่ได้เขียน
เลยซักกะเรื่อง เจอแรงยุจากเพื่อนๆ เลยกลับมาเขียน
ซะหน่อย

คราวนี้ขอจั่วหัวว่า “กับดักการลงทุน” และก็ขอออกตัวก่อน
นะครับ หากบทความนี้ไปทิ่มแทงความรู้สึกใคร  ผมขออภัย
ไว้ล่วงหน้า แต่เชื่อเถอะครับว่าผมมีเจตนาดี ^^
ไปเริ่มข้อแรกกันเลย…เนาะ

ก. ถือหุ้นยิ่งนาน ยิ่งดี?

เรามักได้ยินคำพูดอยู่บ่อยๆว่า “เฮ้ย เป็น VI มันต้องถือหุ้นต้องนานๆ”
ผมถือว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงสำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่า
เพราะมันจะจริงก็ต่้อเมื่อมีเงื่อนไขด้วยน่ะซิ

หัวใจในการลงทุนแนวคุณค่าคือ คุณต้องลงทุนเมื่อมี MOS (Margin of Safety) แปลง่ายๆ
ก็คือ เราควรลงซื้อของในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เราประเมิณ (ณ Timeframe ต่างๆขึ้นอยู่กับเราเอง)
ไม่ได้มีตรงไหนพูดถึงระยะเวลาในการครอบครองเลย เพราะถ้าผมถือหุ้นสัปดาห์เดียว
แล้วมันขึ้นมาจนถึงมูลค่าที่ผมคิดว่ามันเกินมูลค่าแล้ว หรือไปเจอตัวที่มี upside มากกว่า ผมก็เปลี่ยนตัวแล้ว
(แต่ก่อนจะเปลี่ยน ควรจะตรวจสอบให้ดีกว่า มีปัจจัยอะที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่าด้วยนะ)

กุญแจหลักของการลงทุนที่จะถือยาวได้คือ กิจการต้อง “เติบโต” ได้ ถ้าคุณเลือกกิจการที่โตไปตามแนวโน้มตลาดยังไม่อิ่มตัว แน่นอนว่า ยิ่งถือนาน ยิ่งดี (ตราบเท่าที่มันยังโตได้)

แต่ถ้าคุณเลือกกิจการผิด  อยู่ในธุรกิจที่เป็นขาลง แต่คุณลงทุนตอนที่มันสูงสุด
เป็นธุรกิจที่มีสินค้าอื่นที่ทดแทนได้ หรือธุรกิจเป็นวัฏจักร
ยิ่งคุณถือนาน ไม่ได้รับประกันเลยว่า เมื่อเวลาผ่านไป มันจะดี มันอาจจะวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่นาน แล้วกลับมาที่เดิม ^^!
ถ้าเลวร้ายกว่านั้น ยิ่งคุณรู้สึกตัวช้า  ยิ่งถ้าคุณขี้เกียจติดตามกิจการ ขี้เกียจดูงบ
แล้วอ้างว่า เป็น VI ต้องถือนาน
ทุนคุณก็หดไปเรื่อยๆ คุณอาจไม่เห็นหุ้นในราคาที่คุณซื้อมาเลยในตลอดชีวิตของคุณ!
(เว้นแต่เค้าอาจจะรวมพาร์)

ข. หวังลมๆแล้งๆ

ร้านเสื้อแห่งนึง ซื้อเสื้อมา 1,000 ตัว สีขาว 500 ตัว สีดำ 500 ตัว ซื้อมาตัวละ 60 บาท รวมๆใช้ทุนไป 60,000 บาท
ตั้งราคาขายตัวละ 80 บาท ทั้งสีขาว สีดำ ถ้าขายได้ 750 ตัวก็เท่าทุนแล้ว (ยังไม่รวมค่าน้ำไฟ ค่าเช่าร้าน ค่าแรงนะ)

ปรากฏว่าวันแรกขายสีขาวไปได้ 250 ตัว ขายสีดำไป 25 ตัว โดยขายไปตัวละ 80 บาท เป็นเงิน 22,000 บาท
เอาไปซื้อเสื้อแบบเดิมมาเติม ขาว 250 ตัว ดำ 25 ตัวใช้เงิน 16,500 บาท กำไร 5,500 บาท เป็นกำไรขั้นต้น
ค่าเช่าร้านเดือนละ 6 หมื่น ตกวันละ 2,000 บาท (แต่ขายดีจริงได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์ วันธรรมดายอดเหลือแค่ 10%)
ลูกจ้างคนละ 300 จ้าง 5 คน จ่าย 1,500 ค่าเดินทาง ค่าคุ้มครอง ค่าน้ำ ค่่่่าไฟ ชักเยอะ มันจะพอมั้ยละนั่น

วันธรรมดาที่คนไม่ค่อยมาเดินตลาด ก็ขายไม่ค่อยดี เฉลี่ยแล้วขายขายสีขาวไปได้อีก 25 ตัว ขายสีดำอีก 2 ตัว !
คงจะเห็นเหมือนกันว่า สีขาวขายดีกว่าสีดำถล่มทลาย แล้วถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านจะทำยังไงละคับ
เพราะเสื้อดำมันขายไม่ออกเลย ระบายยากมากๆ จะหวังลมๆแล้งว่า จะมีคนเข้ามาเหมาเสื้อดำไปทั้งร้าน
ถ้าทำธุรกิจโดยการอาศัยโชค ดวง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการพนัน

แล้วเหงือที่หยดลงบนโต๊ะ ก็ทำให้คุณสำเหนียกขึ้นมาได้ว่า “เฮ้ย นี่ัมันหน้านี้มันหน้าร้อนนี่หว่า !!”
คนไม่ใส่เสื้อดำกัน เพราะมันจะดูดความร้อน มาคิดได้ก็ช้าไปละ เสื้อดำเต็มเลย T-T
ครั้นจะรอให้หมดหน้าร้อน ก็อีกหลายเดือนเลย แล้วทุนคุณก็มีจำกัดซะด้วยซิ

ใช่แล้ว คุณต้องหาวิธีการมาระบาย stock เสื้อดำที่ดูแล้วไม่มีอนาคตอันใกล้ อันกลางเลย

จะด้วยวิธี ยอมลดราคาหรือขายพ่วงเสื้อขาวไปแล้วด้วย เป้าหมายหลักคือ คุณต้องคืนทุนให้เร็วที่สุด
เพราะคุณตัดสินใจพลาดด้วยเหตุผลที่ไม่ได้คิดรอบคอบ ไม่ใช่เพราะมันขายไม่ดีอย่างไม่เจอเหตุผลอื่น

เพื่อจะได้ซื้อเสื้อขาวมาขายต่อเพราะมีอนาคตดีกว่า เกมของร้านขายเสื้อนี้คือ ยอดกำไรรวมของร้าน
โดยไม่ได้จำกัดว่า ต้องมาจากทั้ง2สี และเพราะ “เวลาก็คือต้นทุน” ที่เจ้าของร้านส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยคำนึงถึง

จอร์จ โซรอส เคยกล่าวไว้ว่า “ผมทำผิดทุกวันเหมืิอนคนอื่นนั่นแหละ แต่ผมก็เรียนรู้จะไม่ทำมันซ้ำอีก”

ค.หลงรูป

เรื่องนี้คงเคยเกิดขึ้นกับหลายคน เพราะมนุษย์เรารับสารส่วนใหญ่ผ่านทางสายตา แล้วมันก็แทบจะต่อตรงกับสมองเลย
ใครๆก็ชอบของสวยๆงามๆ เห็นแล้ว ก็อยากเห็นอีก อยากเป็นเจ้าของ อยากครอบครอง…

ในแง่ของการลงทุน หลงรูป ในนัยยะของผมมุมแรก ที่ผมเึคยหลงรูปมาก่อนคือ เปอร์เซ็นต์กำไรที่ได้สูงๆครับ
อย่่างหุ้น ABC ผมเคยซื้อตั้ง 1 บาืท ตั้งแต่ปี 2550 ตอนที่เพิ่มลงทุนใหม่ๆ ซื้อไป 30,000 บาท (จากทุน 3แสน)
แล้วตอนนี้ 2556 หุ้นตัวนี้มันขึ้นมา 800% โอ้เยอะมากใช่มั้ยคับ แต่มันมีนัยะกับพอร์ตไม่เยอะมากนัก
เพราะเราซื้อตอนนั้นแค่ 10% ของพอร์ต และทุกครั้งที่พุ่งขึ้นมา 30 50 100 150 200 300 400 500 600%
เราไม่กล้าซื้อเพิ่ม เพราะจะืำให้เปอร์เซ็นต์กำไรของเราลดลง ไม่งามอย่างเคย

และมันก็ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้กำไรจากเงินที่เราไมไ่ด้เติมลงไป ทั้งๆเราก็เชื่อมั่นแล้วว่า บริษัทนี้จะโตได้
มาโดยตลอด

วิธีแก้สำหรับผมเอง คือผมจะเปลี่ยนจากการดูกำไรจากหุ้นรายตัว มาเป็นผลรวมของพอร์ตแทนครับ
และตัวไหนถึงแม้นมันจะขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ถ้ามันยังจะโตได้อีก ผมก็จะยังเพิ่มน้ำหนักให้ขึ้นไปอีกครับ
เพราะเป้าหมายหลักเราก็ยังคงหลงรูปเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เพิ่มขนาดจากรูปเล็กมาเป็นรูปใหญ่แทน ^^!

แต่ลองคิดดูให้ดี การที่เราเริ่มมาลงทุนนี่ เพราะอะไร เพราะ อยากมีเงินเยอะๆ เพราะอยากรวย?
แต่ถ้าเรามีเงินเยอะๆแล้ว ยังไม่สามารถทำอะไรได้ดังใจ เรายังอยากจะมีอยู่หรือเปล่า?

หรือจริงๆแล้ว “เงินเป็นแค่กับดัก” แล้วอะไรอะไรละ ที่เราต้องการจริงๆ…?

เขียนครั้งแรกคืน 13 ก.พ.56 ต่อ 14 ก.พ.56
โดย 1154