Category Archives: นิทานการลงทุน

นิทานตระกูลส้ม

มาตรฐาน

oranges
ณ ถนนเส้นนึงที่สองข้างทางเป็นไร่ส้มสุดลูกหูลูกตาของสองตระกูลใหญ่
“ตระกูลส้มใหญ่” กับ “ตระกูลส้มหวาสองตระกูลนี้ไม่กินเส้นกันมาตั้งแต่รุ่นปู่
เหตุเพราะแย่งกันจีบผู้หญิงคนเดียวกัน แต่สุดท้ายก็แห้วทั้งคู่

เมื่อถึงหน้าส้มออก ภาพที่ชินตาก็คือ ทั้งสองฝั่งถนน มีการขึ้นป้าย
ทั้งเชิญชวนลูกค้า และข่มขวัญฝั่งตรงข้ามว่า ร้านนี้ขายส้มถูกว่า อร่อยกว่า
“อร่อยที่สุดในละแวกนี้” อีกฝั่งไม่น้อยหน้า ขึ้นป้ายว่า “อร่อยที่สุดในโลก”

ภาระอันหนักอึ้งก็ตกเป็นของลูกค้าผ่านที่มาแถวนี้
เพราะต้องมาคิดว่า ไอ้อร่อยที่สุดในละแวกนี้ กับอร่อยที่สุดในโลก
อันไหนมันจะอร่อยกว่ากัน สุดท้ายสิ่งที่ใช้เป็นตัวสินใจ ก็หนีไม่พ้นราคา

วันแรก ตระกูลส้มใหญ่ ติดป้ายราคา ส้มลูกใหญ่ กิโลละ  20 บาท
ตระกูลส้มหวานที่ขาย 22 บาทอยู่ก้อนหน้า เริ่มถูกแย่งชิงลูกค้าไป
เพราะลูกใหญ่ สังเกตได้ด้วยตาง่ายๆเลย แต่หวานมันต้องแกะชิมก่อน
จึงขั้นป้ายใหม่ ตัดราคามาที่ 18 บาท

แล้วตระกูลส้มหวานก็แย่งชิงลูกค้ามาได้มากกว่า สังเกตจากจำนวนรถที่จอด
ตระกูลส้มใหญ่ ไม่ยอมน้อยหน้า จึงลดราคาลงมาอีกเหลือโลละ 15 บาท
เพราะต้นทุนของตัวเองอยู่ที่ 14 บาท คิดว่ายังพอดีกำไรเหลืออยู่ อาศัยขายมาก
เข้าแล้วกัน แล้วก็ดึงลูกค้ากลับมาได้บ้าง

การแข่งขันเริ่มดุเดือด ตระกูลส้มหวาน ก็มีต้นทุนที่ 14 บาทเหมือนกัน ก็คิดว่า
ตัวเองจะลดลงมาต่ำกว่า 14 บาท คงขายไปไม่ได้อะไร ก็เลยลดราคามาที่15 บาทเท่ากัน

สรุปว่าทั้งคู่ขายส้มได้ปริมาณเท่าเดิม เพราะลูกค้าก็เป็นกลุ่มเดิม ไม่ได้เพื่มจำนวน
แต่อย่างใด แต่กลับขายได้กำไรลดลง เพราะมัวแต่ตัดราคากัน

แต่มีสิ่งที่น่าตกใจเกิดขึ้น มีร้านขายส้มเกิดใหม่ ของ “ตระกูลส้มใหม่”
แถมขายตัดราคากิโลละ 10 บาท ถูกกว่าทั้งสองตระกูลชนิดที่ตกตะลึงกันไปตามๆกัน
ว่าไอร้านใหม่ มันขายราคานั้นได้ยังไง เพราะต้นทุนก็ไม่มีทางที่จะลดไปกว่านี้ได้แล้ว
เพราะทั้งสองตระกูลเก่า ก็เข้มงวดกับการลดต้นทุนมากอยู่แล้ว
แล้วไอส้มใหม่ มันทำมูลนิธิหรือยังไง ถึงได้ขายของขาดทุนได้

เพื่อให้คลายข้อสงสัย และเพื่อความอยู่รอด ทั้งสองตระกูลส้มเก่า จึงต่างส่งคนมาสอดแหนมว่า
ตระกูลส้มใหม่มีกลยุทธ์ยังไง แล้วทั้งสองตระกูลก็ต้องตกตะลึง เพราะเด็กที่อยู่ขายอยู่หน้าร้านส้มใหม่
เป็นลูกค้าที่มาซื้อที่ร้านของตัวนั่นเอง +_+!!

อะไรกัน มาซื้อของร้านเรา 15 บาท แล้วมาขาย 10 บาทมันเพี้ยนหรือยังไง !

แล้วคุณที่กำลังอ่านอยู่ คิดยังไงครับ..?

แต่เมื่อเจ้าของร้านทั้งสองตระกูลเริ่มสอดสายตาไป ก็หายสงสัยทันที
เพราะเจ้าของร้านใหม่ ใช้วิธีแยกส้มออกเป็นหลายๆกอง !!!

ระหว่างที่ทั้งสองร้านตระกูลส้มเก่าอ้าปากค้างกับกลยุทธ์อยู่นั้น
เจ้าของร้านส้มใหม่เดินออกมาต้อนรับ เเจ้าของร้านเก่าทั้งสองยิ่งอ้าปากค้างขึ้นไปอีก
เพราะต่างเป็นลูกชายและลูกสาวของตัวเอง !!! แถมเดินจูงมือกันมาอีกด้วย !! (ละครหลังข่าวชัดๆ)
ทั้งๆที่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว เรื่องคบยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ลูกชายลูกสาวของทั้งคู่แอบชอบพอกันมานานแล้ว  แต่ด้วยความที่ทั้งสองตระกูลเป็นคู่แข่งกันทางการค้า
แถมยังเป็นหัวเก่าทั้งคู่ ลูกๆพูดอะไรก็ไม่เคยฟัง หาว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่อาบน้ำร้อนมาก่อน เป็นเด็กจะมารู้อะไร
ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ได้ฟัง ก็หันมามองหน้ากันเหมือนจะสำนึกผิดที่มองลูกยังเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา

หลังจากที่ได้ปรับความเข้าใจกับลูกๆแล้ว ลูกๆก็ได้อธิบายถึงสาเหตุที่แบ่งส้มเป็นกองๆว่า

ส้มกองแรกเป็นส้มลูกเล็ก ที่ผิวไม่สวยแล้ว อาจมีช้ำๆบ้าง
แล้วก็ชี้ไปที่ป้ายข้างๆว่า “เอาไปทำน้ำส้มคั้นได้ “คนที่ซื้อกินน้ำส้มเป็นหลัก ไม่ได้สนใจว่า
ส้มจะสวยหรือเปล่า เลือกซื้อส้มกองนี้ไป กองนี้แหละขายกิโลละ 10 บาท
ถึงแม้นจะขาดทุน แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เน่าไปเสียเปล่า เพราะยังไงลูกค้าก็ไม่ค่อยเลือกอยู่แล้ว

กองถัดมา ลูกใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังใหญ่พอๆกับขนาดส้มของตระกูลส้มหวาน
ขาย แบบนี้กิโลละ 15 บาท  ส้มแบบนี้เหมาะกับซื้อกินเอง หวานบ้าง เปรี้ยวหน่อย
ซื้อกินเองก็พอรับได้

กองที่สาม ลูกใหญ่ขึ้นมาอีกขั้น แกะเปลือกท้าให้ลองชิม ปักป้ายว่า “หวาน ใหญ่” กิโลละ 30 บาท
กองนี้ผมก็เลือกจากร้านส้มหวานมา แล้วคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆ
เจ้าของร้านส้มใหญ่กลืนน้ำลาย เพราะของส้มร้านตัวเองแท้ๆ

กองสุดท้าย ส้มลูกใหญ่มาก มีกันกระแทกห่ออย่างดี
ถูกบรรจุไว้ในกล่องอย่างดี มีสติ๊กเกอร์แปะอีกต่างหาก
ขายกิโลละ 300 บาท !!!

พ่อเจ้าของร้านทั้งสองยิ่งตกตะลึงว่า ทำไมถึงกล้าขายถึงกิโลละ 300
ลูกๆตอบว่า พวกเราคัดเลือกส้ม ลูกที่ใหญ่ที่สุด ผิวสวยที่สุด แล้วก็วัดความหวานทีละลูก !

“วัดความหวานทีละลูก !!!” พ่อแม่ของทั้งสอง พูดแทบจะพร้อมกัน

ลูกๆอธิบายต่อว่า “ส้มกองนี้จะมีจำนวนน้อยมากในแต่ละรอบ เพราะต้องคัดแล้วคัดอีก
แต่คนที่ซื้อส้มกองนี้ไป มักจะไม่ได้กินเอง แต่จะซื้อไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่
พอผู้หลักผู้ใหญ่ได้กิน ก็ติดตา ติดใจ จนถามหาว่าซื้อที่ไหน แล้วก็ไม่กินส้มพันธุ์อื่นอีกเลย
เทียบกับเงิน 300 บาท ถ้าเอาไปให้ตรงๆเลย ก็ยังดูไม่ประทับใจเท่า

แต่ส้มคัดพิเศษสุด มูลค่ามันมากกว่านั้นมาก มันเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่เค้าไม่เคยได้รับ
แล้วเราก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว เค้าก็ไม่ยอมกลับไปกินส้มแบบเดิมๆ อีกแล้ว
คนเราพอได้ลองของที่ดีกว่าแล้ว ก็ยากที่จะกลับไปหาของที่ดีน้อยกว่าแล้ว
เพราะจะเหมือนเราถูกลดคุณค่าลงไป

“ผมวางแผนว่าผมจะขยับราคาไปที่กิโลละ 500 บาทแล้วล่ะ ครับ
ผมล้อเล่นน๊ะ” ลูกชายหัวเราะ แล้วบอกว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาขายส้มแข่งหรอกครับ
ผมแค่คิดว่า ผมยังเป็นเด็ก การที่เด็กคนนึงเพิ่งจบมา อยากลองวิชา
ครั้นจะเดินอาจหาญไปบอกที่บ้าน ว่าขอลองทำแบบนี้ดู พ่อก็คงไม่อนุญาตแน่ๆ
เพราะพ่อพูดเสมอว่า “แกยังเด็ก จะไปรู้อะไร”

ผมเองก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ทฤษฏีของผมจะได้ผลดีจริงๆอย่างที่คิดหรือเปล่า
ก็เลยลองทำดู ผมเลยจ้างเด็กให้ไปที่ร้านส้มของพ่อก่อน ให้ไปปถึงคนแรกๆ
เพราะจะได้เลือกส้มก่อนคนอื่น”

พ่อเจ้าของร้านส้มทั้งสองหันมามองหน้ากัน แล้วหันมองมาที่ลูกด้วย
หลายๆความรู้สึก ทั้งชื่นชม ทั้งหมั้นไส้ เพราะตัวเองเสียหน้า
แต่ก็ยังรู้สึกโล่งใจที่ยังเป็นลูกของตัวเอง เพราะถ้าเป็นคนอื่น คงจะเสียหายไปมาก

วันนี้เป็นที่พ่อๆกับลูกๆก็ได้คุยกันมากกว่าที่เคยเป็น
ส่วนที่จะให้ลูกชายกับลูกสาวของตัวเอง คบกันต่อไปมั้ย
ก็จะเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ขอจบนิทานตระกูลส้มไว้เพียงเท่านี้นะครับ ก่อนจะกลายเป็นละครหลังข่าวไปมากกว่านี้ ห่ะๆ

ปล อ่านจบแล้ว ได้อะไรบ้าง ลองทบทวน หรือคุยกันดูครับ ^^

เขียนครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557
เผยแพร่ครั้งแรก 4 กุมภาพันธ์ 2557
ปล แรงบันดาลใจจาก ได้ฟังวิทยุท่อนนึง ของคลื่น 96.5  เลยนำมาดัดแปลงและต่อยอดอีกทีครับ
โดย แชน พูนดี

Advertisements

นิทานตื่นทอง

มาตรฐาน

ในปี1853 มีการตื่นทองกันมาก ทุกคนที่หวังความสำเร็จต่างมุ่งหน้าไปเหมืองตามคำร่ำลือ
มีคนไปกางเต้นท์ปักหลักขุดทองกันมากมาย เพราะการขุดต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อย
แต่ละคนที่ไปขุดสุดกำลังด้วยความหวังเต็มเปี่ยมหัวใจ

กระทาชายนายหนึ่งก็มุ่งหน้าไปที่เหมืองทองนั่นด้วย แต่ผิดที่ว่าเค้าไม่ได้ไปขุดทอง
เค้าไปตั้งร้าน เครื่องไม้ เครืองมือต่างๆ เครื่องดื่ม และทุกอย่างที่มีความต้องการ

ก่อนจะขุดก็ต้องมีเครื่องมือ ขุดไปก็เหนื่อยก็ต้องกินน้ำ ก็ไม่พ้นร้านของกระทาชายนายนี้

วันนึงลูกค้ามาบ่นว่า ในการขุดกางเกงขาดบ่อยมากเพราะเป็นงานที่สมบุกสมบัน
สุดท้ายกระทาชายนายนี้เลยคิดว่า อยากลองทำกางเกงที่ทนๆหน่อย เลยไปปรึกษา
กับช่างตัดเสื้อ ก็ตกลงได้ความกันว่า เอาผ้าใบทำเต้นท์ที่ขายอยู่เนี่ย กับผ้าเดนิม ลองมาตัดเป็นกางเกงดู
แล้วตอกหมุดเหล็กลงไปตามมุมกระเป๋า จะได้เพิ่มความแข็งแรง

ปรากฏว่า ผลตอบรับดีมากๆ คนเหมืองแทบทุกคนชอบมาก และเป็นใส่กางเกงจากร้านนี้เป็นประจำ
และเมื่อคนงานเดินเข้าผับในเมือง คนในเหมืองกลายเป็นจุดเด่น เพราะกางเกงแปลกตา
คนเหมืองก็คุยด้วยความภาคภูมิว่ากางเกงนี้ทนแค่ไหน แล้วมันก็ฮิตไปทั่วทั้งเมือง

ต่อจากนั้นก็กลายเป็นตำนาน…

คุณเดาถูกแล้วครับกระทาชายนายต้องรวยแน่ๆ เพราะเค้านั้นชื่อ Levi เจ้าของกางเกง Levi ที่เราใส่ๆกัน
และ ช่างตัดผ้าคนนั้นชื่อ Jacob นอกจากนั้น ผมไม่รู้จักใครในเหมืองทองเลยครับ ^^!

ถึงแม้นมันไม่ใช่ Trend แรก Trend หลัก อาจจะเป็นได้แค่ 2nd,3rd,4th Tier Trend  แต่ถ้าเราเป็นคนแรกๆที่มองอออก
ใน Trend ที่ได้รับประโยชน์รองๆลงไป ก็เป็นโอกาสที่น่าสนใจไม่ใช่หรือ และคู่แข่งน้อยกว่าอีกด้วย

MegaTrend ภาพมันชัดมาก ยังกะ 1080P ทุกคนก็อยากเข้ามาเล่น แข่งขันกันมาก สุดท้ายมันก็จะกลายเป็น Red Ocean
ความต้องการแฝง(Hidden Demand) จะเริ่มก่้อตัวเป็น แนวโน้มแฝง (Hidden Trend)
และอาจกายเป็น Megatrend ในเวลาต่อมา โดยมีเราเป็นผู้ร่วมค้นพบในกลุ่มแรก

สิ่งที่แบ่งแยกว่าระหว่าง “ธรรมดา” กับ “ตำนาน” มักมีคำว่า “จินตนาการ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอๆ

@Shaen 1154
7 กันยายน 2555

นิทาน “สวนผลไม้”

มาตรฐาน

http://sharecapture.com/image/34e4def117454ec0a40228b68351499fณ ดินแดนแห่งนึง มีนักธุรกิจการเกษตร  G กับ H

H เน้นเช่าที่ เปิดร้านขายผมไม้ขายใจกลางเมือง
แน่นอนว่า ค่าเช่าถูกกว่าซื้อที่มาทำร้านใหม่แน่ๆ

ทำให้ H ขยายไร่ปลูกส้มได้ไวกว่า และขายได้แพงกว่า
H จ่าย : ค่าเช่า + ต้นทุนการปลูก + ค่าแรง + ภาษี
H ได้ : กำไรจากขายส้ม + กำไรอื่นๆจากการบริหารสวนส้ม
*****************************************
G ที่ผ่านมาเน้นปลูกส้มบนที่ดินของตัวเองซื้อ ในรอบนอก
สวนส้มของ G จึงไม่มากเท่า H

G จ่าย : ส่งค่าที่รวมดอก+ ต้นทุนการปลูก + ค่าแรง + ภาษี
G ได้ : กำไรจากขายส้ม + กำไรอื่นๆจากการบริหารสวนส้ม
          + มูลค่าสวนส้มที่เพิ่มขึ้น ตามความเจริญของพื้นที่

ถ้าเราลองย่นเวลา ให้ผ่านไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

– สวนส้มจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปหาทำเลใหม่ที่ ยังไม่มีส้มขาย หรือ คู่แข่งน้อย
– ทั้ง G และ H มีสวนส้มมากจนสามารถต่อรองลดราคากับ ผู้ขายปุ๋ยได้ *
– ต้นทุนลงโฆษณาจากที่เคย ยิง 1 ได้ 10 สาขา ก็ยิงได้ 30 สาขา ต้นทุน/สาขาก็ถูกลงไป**
– ค่าเช่าที่ดินจะต้องแพงขึ้น
– มูลค่าของที่ดิน ที่จะทำสวนใหม่จะสูงขึ้น
– กำลังซื้อของรอบนอก จะเขยิบขึ้นสูงขึ้น
– พื้นที่ให้เช่าขายในสวนจะเพิ่มขึ้น เผื่อมีคนจะเอา เงาะ มังคุดมาขายในสวนของเรา
เพราะจากแต่ก่อนมี 10 สวน ตอนนี้ 30 แล้ว จะเอาเงาะ มาลงขายทุกสาขา ก็ครบคลุมเลยน๊ะ

แน่นอนว่า ถ้าผมเป็น H อาจต้องเริ่มมองตลาดต่างประเทศ เพราะในประเทศ สวนเราเต็มแล้ว
และก็ต้องเริ่มคิดว่า อาจต้องมีลงทุนซื้อ ที่ของตัวเองบ้างแล้ว
เพราะ ถ้าเจ้าของที่ เค้าเห็นว่า เราทำประโยชน์จากการเช่าที่ดินของเค้าได้มาก เค้ามีสิทธิ์ขึ้นราคาค่าเช่า
หรือถ้าเค้าสนใจที่จะทำเองแทนเราล่ะ ! ถึงจะเป็นโอกาสที่น้อย แต่ก็ไม่ควรละเลย

และถ้าผมเป็น G ผมก็คงต้องมองว่า ถ้าภาระผ่อนสวนเริ่มอยู่ตัว ผมจะทำยังไงเพื่อเพิ่มมูลค่าของสวนส้ม
ของ ผมได้บ้าง ถ้าละแวกนั้น มันเจริญขึ้นตามกำลังซื้อ จากที่ที่ปล่อยเช่าถูกๆ ผมก็มีสิทธิ์ขึ้นค่าเช่าได้รอบๆได้
หรือถ้าที่มีเศรษฐีมาขอซื้อ ผมก็คงอยู่ในในสถานะมีสิทธิ์ได้เลือกว่าจะขายหรือไม่ขาย

เศรษฐี T ที่ทำหลายธุรกิจ หลังจากที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จขายส้มในเมือง
จึงเริ่้มกว้านซื้อที่และเริ่มลงปลูกดูเองบ้าง โดยมีการดึงตัว คนสวนจาก G ไปเรื่อยๆ

G T H จะเป็นอย่างไร ก็คงทำหนังดีๆให้พวกเราดูต่อไป เอ้ย ไม่ใช่
ก็ติดตามกันต่อไปครับ

หมายเหตุเกร็ดลงทุน
ประเด็นว่าถ้ามีการปรับมูลค่าสินทรัพย์ ทำให้ ROA ใหม่ ลดลงแน่ๆ ใช่คับ
จริงๆแล้ว มันควรจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า เพราะ G ไม่ได้เพิ่งมาซื้อ Asset ในราคาปัจจุบัน
แต่มูลค่าเพิ่มที่เค้าได้รับ ก็เป็นกำไรจากปรับมูลค่าทรัพย์สิน

แต่ถ้า็ H หรือ T คิดจะเปิดใหม่บ้าง ในเขตเก่าของ G บ้่าง ทั้ง H กับ T ต่างหากที่ต้องลงทุนมากกว่า
ค่า ROA,ROE จากธุรกิจแบบเช่า จึงสูงกว่า ROA แบบซื้อขาด เพราะใช้ Asset น้อยกว่า

แต่้ถ้าต้องการวัดประสิทธิภาพจริงๆ ควรจะ พิจารณจากผลตอบแทน / Asset ในราคาที่เราลงทุนไป
ไม่ใช่ ราคาปรับมูลค่าใหม่ตามบัญชี จะสะท้อนภาำพได้ชัดเจนกว่า

*,** นี่คือ EOS ในแบบของผมคับ :oops:

@Shaen
เขียนตอบครั้งแรกที่ ThaiVI 29 พ.ค.55