ตรรกสัตว์

มาตรฐาน

คำสอน ขงจื้อ
เมื่อเห็นชัดแล้วว่า เป้าหมายไกลเกินเอื้อม
จงอย่าปรับเปลี่ยนเป้าหมาย แต่จงปรับเปลี่ยนวิธีทำ” (
ขงจื้อ)

เป็นคำสอนที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ทรงพลัง แต่การที่จะเปลี่ยนวิธีทำได้
เราจำเป็นต้องรู้เป้าหมายก่อนว่าเราต้องการอะไร เพราะแต่ละคน
เป้าหมายก็ต่างกัน ถ้าเป้าหมายเราไม่ได้ใหญ่โตถึงขึ้น
จารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ ก็คงไม่ได้ยากเย็นอะไร

แต่หากเราต้องการผลลัพธ์ที่ไม่ธรรมดา ก็อาจจะแรงเพิ่มอีกซักหน่อย
แต่ก็ไม่จำเป็นที่ต้องใช้วิธีการซับซ้อนทุกครั้งไป บ่อยครั้งวิธีการง่ายๆ
ก็ทำให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป

ยกตัวอย่าง การตั้งเป้าเหมายผลตอบแทนการลงทุนในแต่ละปี โดยปกติผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาด
หุ้นไทยอยู่ราว 12-15% ต่อปี ที่จริงๆ ผลตอบแทนระดับนี้ก็ทำให้มี 8-9 หลัก ได้ไม่ยากแล้ว

vihybrid-table-money
(ผมกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนชื่อ blog ดีมั้ย เลยใช้ชื่อ Logic Invest ในตารางนะครับ)

และผลตอบแทนของ Warren Buffett

อยู่ที่ 22% ทบต้นต่อปี ตั้งแต่ 1965-2012
เุค้าถึงกลายเป็นคนที่รวยติด Top5 ของโลกมายาวนาน เพราะเริ่มลงทุนอายุยังน้อย
และแถมยังใช้เงินของคนอื่นอีกด้วย(ตั้งกองทุนและใช้เงินจากบริษัทประกันไปลงทุน)

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะตั้งเป้าหมายสูงกว่านี้ไม่ได้!

เพราะ ถ้าเราเพิ่งเริ่มต้นลงทุน แน่นอนว่าขนาดของพอร์ตของเรายังเล็กอยู่(เว้นแต่คุณมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจากการทำธุรกิจเดิม
หรือได้รับมรดก) ทำให้มีโอกาสและทางเลือกในการลงทุนในบริษัทที่ดี แต่มีขนาดเล็กๆได้

ส่วนใหญ่กองทุนฯจะมีข้อจำกัดให้เลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ใน SET50 นั่นเอง
ทำให้บริษัทดีๆแต่มีขนาดเล็กเกินไปที่กล่าวไปในข้างต้นเป็นโอกาสในการลงทุนที่ดีมากๆ

ผมจะลองตั้งโจทย์เล่นๆว่า

สมมติว่าถ้าเราต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย
เราจะวางแผนยังไง!?

ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยอยู่ 12-15% ถ้าเราใช้ตรรกะนี้ในสร้างพอร์ตลงทุนที่มีโครงสร้างเคียงกับ SET
ก็คงได้ผลตอบแทนไม่ต่างจาก SET ก็คงไม่ตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้ …งั้นมาลองเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่^^
ผมขอเรียกว่า “ตรรกสัตว์” มา เรามาเริ่มกันเลย!


ก.ส่องกบ


จริงๆแล้วในแต่ละปี ถ้าเราตั้งใจร่อนหาหุ้นย้อนกลับไป จะพบว่า มีหุ้นหลายตัวที่ขึ้น
เกินกว่า 100% ภายในปีเดียว และหลายตัวซะด้วยซิ

หน้าที่ของเราก็คือไปดูว่า คุณสมบัติอะไรที่ทำให้ราคาและผลประกอบการณ์
เพิ่มขึ้นได้มากขนาดนั้นในระยะเวลาอันสั้นแค่นั้น

เมื่อเราไปค้นสาเหตุ จะพบว่า บริษัทเหล่านี้จะมีคุณสมบัติที่คล้ายๆกันดังนี้

  • เป็นบริษัทที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก  กองทุน นักวิเคราะห์ เลยไม่ให้ความสนใจมากนัก (เหมือนกบบางพันธุ์ที่หายาก เพราะแฝงตัวได้เก่ง)
  • มีรายได้โตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากขยายสาขา มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่เป็นนวัตกรรม หรือมีการปรับราคาขาย เพราะสินค้าขาดตลาด
  • ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมีนัยยะ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบลดลง หรือ มีกระบวนการผลิตใหม่ที่ลดต้นทุนได้
  • หลังมีการฟื้นฟูกิจการ : หลังผ่านข่าวร้ายมากๆไปแล้ว มีการล้างขาดทุนสะสม หรือหาผู้ร่วมทุนได้แล้ว
  • มีการเปลี่ยนหมวดของกิจการหลัก : จากธุรกิจเดิมที่น่าเบื่อมาเป็นกลุ่มที่โตแบบเร้าใจกว่าเดิม
  • เป็นบริษัทที่มีโอกาสจะถูกควบรวมกิจการ (อันนี้มีข่าวสับขาหลอกบ่อยๆ ระวังด้วยนะ)
  • เป็นบริษัทผู้นำในหมวดที่ได้รับอานิสงส์ จาก มาตรการที่กระตุ้น หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า

นั่นเป็นวิธีคิดวิธีจากกลุ่มของหุ้นที่มีโอกาสจะโตกว่า 100% ภายในเวลาไม่นาน แต่อย่าลิมว่าส่วนใหญ่ มักไม่ใช่เหตุการณ์ปกตินะครับ
และการที่จะเข้าไปเพื่อหวังกำไรมากๆ ก็อย่าลืมมอง Downside ด้วย เราต้องเลือกเล่นในเกมที่จะไม่ตา่ยเท่านั้น

ข. เป็นปูเสฉวน

https://i1.wp.com/board.trekkingthai.com/board/upload/photo/2006-01/nTUsWf3N.jpgในช่วงหุ้นเริ่มแพง เริ่มเต็มมูลค่าของปีนี้กันแล้วแล้ว โอกาสที่จะหุ้นตัวเดียวจะขึ้นไปมากกว่า 100% ภายสิ้นปี จึงยากกว่า ช่วงครึ่งปีแรกนัก ผมจึงมีวิธีคิดอีกแบบ นั่นคือ ใช้ลำดับในการถือแทน หากเราหาหุ้นที่ upside อาจจะไม่เยอะนัก แต่ถ้าพอรู้ว่า จะมีปัจจัยอะไรที่มาก่อนหลัง ทำให้หุ้นตัวไหนมีอากสขึ้นไปก่อน คล้ายๆกับปูเสฉวน ที่จะมักจะหาเปลือกหอยใหม่ ที่ดีกว่าไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น ช่วงแรกมีมาตรการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ช่วงต่อมาจะมีการตรึงดอกเบี้ย และช่วงท้ายอาจะมี QE3 เราก็อาจเลือกหมวดที่ได้รับประโยชน์ในการถือ ตามช่วงเวลาดังกล่าวได้

ถ้าเราหุ้นถือหุ้นที่มี Upside 20% 4 ครั้ง มูลค่าพอร์ตจะเพิ่มเป็น 100%

100 > 120 > 144 > 173 > 207

ถ้าเราหุ้นถือหุ้นที่มี Upside 26% 3 ครั้ง มูลค่าพอร์ตจะเพิ่มเป็น 100%

100 > 126 > 159 > 200

พอได้ไอเดียแล้วใช่มั้ยครับ แต่การเปลี่ยนเปลือกหอยบ่อยๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะขายหมูแล้วไปซื้อควายได้
ฉะนั้น ถ้าเรากะถือทีละตัวแล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ดูจะเสี่ยงไปหน่อย ที่ผ่านมา ผมจึงถือหุ้นค่อนข้างเยอะ
เพราะกระจายโอกาสให้เจอเร็วขึ้น และค่อยๆทยอยสลับเพิ่มลดน้ำหนัก พอร์ตโดยรวมก็จะ smooth มากขึ้น

ค. เลี้ยงลูกมังกร

Screen Shot 2556-09-24 at 5.51.32 PM
ลูกมังครในที่นี้ ผมหมายถึงหุ้นลูกของแม่ที่แข็งแรง เปรียบเสมือนมังกร และในที่นี้ก็คือ
ใบสำคัญแสดงสิทธิหรือ Warrant (เคยเขียนไปแล้วหัวข้อ RTW แต่จะขอเล่าอีกที
เพื่อให้บทความนี้จบไปในตัวเลยแล้วกัน)

แล้วไอเจ้า Warrant มันคืออะไรอธิบายง่ายๆก็คือ เป็นสิทธิ์ที่สามารถใช้แปลงสภาพ
เป็นหุ้นสามัญได้ ปกตทางบริษัทผู้ออกwarrant (จะติดปากเรียกกันว่าหุ้นลูก)
จะกำหนดรายละเอียดดังต่อไปนี้

ขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพ

หุ้นแม่ ABC ราคา 9 บาท หุ้นลูก ABC-W1 ราคา 3 บาท
ราคาใช้สิทธิ์ 6 บาท ที่อัตราส่วน 1:1
วันหมดอายุ สิ้นปี 2013 และใช้สิทธิ์ได้ทุกสิ้นไตรมาส

กลยุทธ์การลงทุนใน Warrant

สมมติเราทำการบ้านมาแล้ว คำนวณได้ว่า
EPS สิ้นปี 2012 หุ้น ABC ได้ที่ 0.6 บาท/หุ้น
และอัตราการเติบโต = 20%

ในทฤษฎีผมจะให้ P/E= อัตราการเติบโต(Growth) + ปันผล (Dividend)
แต่ตัวอย่างนี้เอาง่ายๆ ตัดปันผลทิ้งไป PE= Growth ไปเลย ฉะนั้น P/E = 20

ราคาที่เหมาะสมคร่าวๆปี 2012 ABC = 0.6×20 = 12 บาท

ดังนั้น ABC-W1 = 12-6 = 6 บาท
ราคาที่เหมาะสมคร่าวๆปี 2013 ABC = 12×1.20 = 14.40 บาท

ดังนั้น ABC-W1 = 14.40-6 = 8.4 บาท

Upside ของ ABC ปี 2012 = 12/9 = +33%

Upside ของ ABC ปี 2013 = 14.4/9 = +60%

Upside ของ ABC-W1 ปี2012 = 6/3 = +100% !

Upside ของ ABC-W1 ปี2013 = 8.4/3 = +180% !!

จะเห็นว่าในกรณีนี้ Upside ของลูกจะมากกว่าแม่ถึง 3 เท่า แต่ทั้งนี้ เราต้องมั่นใจว่า ทำการบ้านมาอย่างดีว่า เราคาดการณ์ผลประกอบการณ์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

ข้อระวัง
– ควรเพิ่มความระมัดระวัง ในหุ้นลูกที่ OTM (Out of Money) ในราคาเป้าหมายที่เราคำนวณ
– เมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ ราคาแม่ กับลูกจะลู่เข้าหากัน แต่ใครจะเข้าลู่เข้าหาใคร แล้วแต่
พื้นฐาน ปัจจัย และอนาคตของบริษัท

ง. ควบเซ็กเธาว์

ม้าเซ็กเธาว์เป็นสุดยอดม้าในเรื่องสามก๊ก ในหัวข้อนี้ หมายถึงการใช้มาร์จิ้น (เล่นคำ ม้าจีน ^^! ) (Margin) ซึ่งหัวข้อนี้ต้องขอย้ำกว่า ไม่เหมาะกับทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มือใหม่อย่าเพิ่งเลยครับ

Margin พูดให้เข้าใจง่ายก็คือการกู้เงินของคนอื่นมาลงทุน ซึ่งสำหรับนักลงทุน ก็มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นกู้จากธนาคาร กู้จากคนใกล้ตัว หรือกู้จากโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการเอง

ซึ่งถ้าเรากู้จากธนาคาร ก็คงมีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คุณก็รับความเสี่ยงที่จะเสียทรัพย์สินที่เอาไปค้ำประกัน

การกู้จากคนรู้จักกัน ตรงนี้ถ้าจำเป็นจะต้องทำ เลี่ยงไม่ได้ ก็อยากให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์ พร้อมพยายาน ให้เรียบร้อยน และเราก็ไม่ควรจะโกหกเค้า แต่ควรจะอธิบายเค้าว่า เราจะเอาเงินของเค้าไปทำอะไรอยู่ มีวิธีคิดคำนวณ ไตร่ตรอง รอบคอบมากน้อยแค่ไหน ถ้าเค้ามีคำถามตอบกลับมา แล้วเราตอบไม่ได้ ก็ถือว่าเราได้ทบทวนตัวเองไปในตัวด้วย แต่ถ้าเค้าเห็นดีด้วย ก็อาจจะตกลงกันในลักษณะผู้ร่วมลงทุนไปด้วยก็ได้ อย่างที่ผมทำกับที่บ้านและกองทุนเพื่อนๆ

กรณีการกู้จากโบรกเกอร์ ตรงนี้จะแตกต่างจากการกู้ใน 2 แบบแรก คือจะเมื่อราคาหลักทรัพย์ที่เราไปซื้อมามีราคาลดลงจนถึงจุดที่กำหนดไว้ โบรกเกอร์มีสิทธิ์บังคับขายหุ้นของเราได้ทันที ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราต้องระมัดระวังให้มากๆ เพราะในบางครั้ง ตลาดมี Panic จากเรื่องร้ายๆชั่วคราว ก็อาจทำให้เราโดนบังคับขาย โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ถ้าเราเลือกที่จะวาง Margin ก็ต้องคำนวณเผื่อในกรณีนี้ด้วยนะครับ

ถ้าเราควบคุมม้าตัวนี้ได้ ในสภาวะการณ์ที่เหมาะควร ก็เหมือนเราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แต่หากเราควบคุมไม่ได้ หรือโอกาสไม่เอื้ออำนวย ก็ไม่ต่างกับควบยอดม้าไปในดงระเบิด ก็เป็นการเพิ่มความหายนะให้กับตัวเองดีๆนี่เอง

จ. มองหาปลาท้องแก่


เคยไปซื้อหาปลาหางนกยูงมั้ยครับ เค้า่จะขายเป็นตัวบ้า่ง เป็นคู่บ้าง
วิธีการที่ผมชอบคือ นอกจากจะเลือกตัวผู็ที่หางสวยๆแล้ว ผมยังชอบ
ที่จะเลือกซื้อปลาตัวเมียที่ท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที่ด้วย ใช่แล้วครับ
เพราะไม่กี่วัน ผมก็ได้สมาชิกปลาเพิ่มอ่ะ ^^

วิธีนี้ผมก็เอามาประยุกต์ใช้ในการลงทุนได้ด้วย อย่าเพิ่งงง
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภา่พครับ^^

สมมติว่า ในหมวดธุรกิจเดียวกัน มีััตัวเลือกที่น่าสนใจพอๆกัน 2-3 ตัว วิธีการที่ ผมจะใช้ตัดสินใจก็คือ ดูว่าตัวไหนมี
แผนการขยายกิจการเป็นยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเค้ามีแผนจะ spin-off ตัวบริษัทลูก ออกมาต่างหาก
โดยจะให้สิทธิ์ในการซื้อ IPO หุ้นลูกตัวใหม่ โดยให้สิทธิ์กับคนถือหุ้นตัวแม่ก่อน แบบนี้ ถือว่ามี”ตัวเบิ้ล” ครับ

ทำให้เราได้เปรียบในเกมนี้ เพราะปกติ หุ้นที่เข้าข่ายนี้ นอกจากจะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้
เรายังมีโอกาสได้ IPO อีกด้วย และหุ้นตัวแม่เอง ก็จะมีความต้องการซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้กำหนดครับ
ซึ่้งปกติ ถ้าพอร์ตเราไม่ได้ใหญ่มากพอระดับขาใหญ่ หรือเป็นผู้มีอุปาระคุณ หรือสนิทกับมาร์มากๆ
เราแทบไม่มีโอกาสได้ IPO เลยครับ วิธีนี้จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนตัวเล็กที่อยากจะได้ IPO ซักครั้ง

ยิ่งถ้าบริษัทที่ถ้ามีพื้นฐานที่ดี ก็จะเปิดตัวกระโดดขึ้นไปเลยครับ หุ้นตัวไหนที่เข้าข่ายนี้่ แนะนำให้จับตาไว้ใ้ห้ดีครับ
เพราะมันคือการลงทุนที่ได้แต้มต่อ

กลยุทธ์ที่ผมเขียนมาทั้งหมด ผมได้ใช้ในการลงทุนของตัวเองอยู่แล้ว และได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ(เกินไปเสียด้วยซ้ำ)
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยากให้พิจารณาถึงความเสี่ยงและความเหมาะสมของกลยุทธ์ไว้ด้วยว่าเหมาะกับจริตและความเข้าใจของเราหรือเปล่า
เพราะท้ายที่สุด ถ้าหากมองว่า โลกการลงทุนนี้เป็นเกมๆนึง เราก็ต้องเล่นในเกมที่เราเข้าใจกติกา  มีโอกาสชนะมากกว่าแพ้
ไม่โลภเกินความรู้ และต้องไม่ตายเท่านั้น

สุดท้ายนี้ผมขอมอบบทความนี้ให้เป็นของขวัญปีใหม่เลยนะครับ
“สุขัง พลัง สตัง” จงบังเกิดกับทุกท่านที่ “ลงทุน ลงแรง” ครับ ^^

เขียนโดย แชน (1154) 
เผยแพร่ครั้งแรก 24 ธันวาคม 2555
เพิ่มเติม 29 มกราคม 2556

23 responses »

  1. สำหรับผม สนใจจะเลี้ยงตัวไหนก็ต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วยครับ

    ฉ. เลี้ยงสัตว์ที่คุ้นเคย หรือ เข้าใจเค้าจริงๆ

    ถ้าใครเคยเลี้ยงสุนัข จะรู้ว่า มันต้องดูแลยังไง ต้องพาไปวิ่งนอกบ้านบ้าง อย่าให้อยู่แต่ในบ้าน
    ต่างกับ การเลี้ยงแมว สามารถเลี้ยงแต่ในบ้านไม่ต้องปล่อยออกนอกบ้านเลยก็ยังได้
    ใครเลี้ยงนกในบ้าน อากาศไม่ถ่ายเทแล้วเผลอไปใช้กระทะเทฟลอนเจียวไข่ นกอาจไหลตายโดยทันที

    แล้วถ้าไปเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์? หมามาชิ๊โมโร่? กิ้งก่าอ๊อตโตย่า? หมาพันธ์ทิรามิซสุ? ดูเผินๆเหมือนจะนึกออกว่าเค้าเป็นยังไง ต้องเลี้ยงยังไง เห็นกระโดดโลดเต้นดีๆ นึกว่าสุขภาพแข็งแรงดีพร้อม .. จริงๆ เรารู้จักเค้าจริงหรือเปล่า? อ่านวิธีเลี้ยงจากป้ายฉลากชี้ชวน หรือฟังคำแนะนำจากพ่อค้าคนขายอย่างเดียวอาจจะไม่พอก็ได้

    ยิ่งเป็นธุรกิจที่แปลกๆ มิวแท้นต์นิดๆ ยิ่งต้องเข้าใจรูปแบบการดำรงชีวิตของธุรกิจนั้นให้ดีๆ ถ้าเผลอลืมดูให้ดี เกิดตอนไปซื้อมันกำลังจะออกลูกออกหลาน แต่มาอยู่ในมือเราแท้งตายทั้งกลมนี่ ก็ดับเหมือนกัน

    ปล. ชื่อบล๊อกปัจจุบันนี้ก็ดูดีแล้วนะ รู้สึกอีโค่ๆ รักษ์โลกไม่กินผักดีอยู่แล้วนา

    • ต่อยอดได้สวดยอดยอดมาก! ชิน

      ส่วนเรื่องชื่อ หลังๆมีคนใช้ชื่อ VI Hybrid มากขึ้นเรื่อยๆ จนคนสับสนกันเยอะ เลยขี้เกียจอธิบายแล้ว
      แต่จะลองดูอีกทีว่าจะยังไงดี ไม่งั้น ต้องเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ เหอะๆ

  2. เปรียบเทียบได้เห็นภ่พเลยพี่ จิตนาการล่ำมากกคับ^^

    อยากให้มีบทความดีๆแบบนี้บ่อยๆ

    ขอบคุนค้าบผม

  3. ชื่อเรื่อง ผมตั้งใจให้มันดู Darkๆ หน่อยครับ
    Avatar ผมก็ตั้งใจให้มันดูน่ากลัวๆ
    เพราะคนจะได้ไม่ปักใจ หรือคล้อยตาม สิ่งที่ผมเขียนลงไปทั้งหมด

    ส่วนที่คนยังอ่านจนจบ ผมเชื่อว่า มองข้่ามเรื่องพวกนี้มาแล้ว และเปิดใจมุมมองพิลึกๆได้
    ขอบคุณทุกท่านครับ -/\-

  4. แปลกดีนะ คนเรามักจะกลัวแก่ เมื่ออายุเยอะขึ้นทุกๆปี แต่พอมาดูตารางผลตอบแทนทบต้น
    เราชักอย่างจะเร่งเวลาซะงั้น เอ๊ะ อยากแก่เร็วเหรอ งง…

  5. พอมาเจอบทความปลาทองท้องแก่ ก็ทำให้มองภาพออก..เหมือนหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาด … รอฟังบทความอื่น ๆ อยู่นะค่ะ ขอบคุณค่ะ

  6. เลี้ยงลูกมังกร ยังไม่เข้าเท่าไร ต้องหาความรู้เพิ่มแล้วแหล่ะ เช่น uac-w1 คิดอย่างไรค่ะ ขอบคุณค่ะ

  7. ที่คุณแชนบอกว่าชอบหุ้นที่ไม่มีคนสนใจมากนัก
    อ่านบทความนี้แล้วก็เข้าใจมากขึ้นครับ ปีเตอร์ ลินซ์เคยเขียนอะไรไว้ทำนองนี้เหมือนกันในบางข้อ
    แต่ทึ่งคุณแชนที่กลั่นและกรองทั้งหมดนี้จากประสบการณ์ของตัวเอง ในขณะที่อายุน้อยกว่าลินซ์มากมายนัก
    ไม่แปลกใจเลยถ้าจะบอกว่านี่คือคนที่จะเอาชนะตัวเอง เอาชนะกำไร และ beating the S(E)Treet !!

    • ขอบคุณที่ให้เกียรติครับ -/\-
      ผมมองว่านักลงทุนรุ่นหลังๆได้เปรียบนักลงทุนในยุคแรกๆ
      เพราะได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของคนเหล่านั้น

      ผลสำเร็จที่ได้มา ย่อมต้องยกประโยชน์ให้กับแนวคิดจากปรมาจารย์รุ่นก่อนๆด้วย
      ผมก็ได้แค่นำเสนอแนวคิดแบบลูกทุ่ง เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์
      มีคนจดจำได้บ้าง เมื่อจากโลกนี้ไป

  8. Pingback: VIสายดำ 1154 (Write’s Cut) | VI Hybrid by 1154

ใส่ความเห็นได้เลยครับ:)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s