Monthly Archives: พฤษภาคม 2012

นิทาน “สวนผลไม้”

มาตรฐาน

http://sharecapture.com/image/34e4def117454ec0a40228b68351499fณ ดินแดนแห่งนึง มีนักธุรกิจการเกษตร  G กับ H

H เน้นเช่าที่ เปิดร้านขายผมไม้ขายใจกลางเมือง
แน่นอนว่า ค่าเช่าถูกกว่าซื้อที่มาทำร้านใหม่แน่ๆ

ทำให้ H ขยายไร่ปลูกส้มได้ไวกว่า และขายได้แพงกว่า
H จ่าย : ค่าเช่า + ต้นทุนการปลูก + ค่าแรง + ภาษี
H ได้ : กำไรจากขายส้ม + กำไรอื่นๆจากการบริหารสวนส้ม
*****************************************
G ที่ผ่านมาเน้นปลูกส้มบนที่ดินของตัวเองซื้อ ในรอบนอก
สวนส้มของ G จึงไม่มากเท่า H

G จ่าย : ส่งค่าที่รวมดอก+ ต้นทุนการปลูก + ค่าแรง + ภาษี
G ได้ : กำไรจากขายส้ม + กำไรอื่นๆจากการบริหารสวนส้ม
          + มูลค่าสวนส้มที่เพิ่มขึ้น ตามความเจริญของพื้นที่

ถ้าเราลองย่นเวลา ให้ผ่านไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

– สวนส้มจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปหาทำเลใหม่ที่ ยังไม่มีส้มขาย หรือ คู่แข่งน้อย
– ทั้ง G และ H มีสวนส้มมากจนสามารถต่อรองลดราคากับ ผู้ขายปุ๋ยได้ *
– ต้นทุนลงโฆษณาจากที่เคย ยิง 1 ได้ 10 สาขา ก็ยิงได้ 30 สาขา ต้นทุน/สาขาก็ถูกลงไป**
– ค่าเช่าที่ดินจะต้องแพงขึ้น
– มูลค่าของที่ดิน ที่จะทำสวนใหม่จะสูงขึ้น
– กำลังซื้อของรอบนอก จะเขยิบขึ้นสูงขึ้น
– พื้นที่ให้เช่าขายในสวนจะเพิ่มขึ้น เผื่อมีคนจะเอา เงาะ มังคุดมาขายในสวนของเรา
เพราะจากแต่ก่อนมี 10 สวน ตอนนี้ 30 แล้ว จะเอาเงาะ มาลงขายทุกสาขา ก็ครบคลุมเลยน๊ะ

แน่นอนว่า ถ้าผมเป็น H อาจต้องเริ่มมองตลาดต่างประเทศ เพราะในประเทศ สวนเราเต็มแล้ว
และก็ต้องเริ่มคิดว่า อาจต้องมีลงทุนซื้อ ที่ของตัวเองบ้างแล้ว
เพราะ ถ้าเจ้าของที่ เค้าเห็นว่า เราทำประโยชน์จากการเช่าที่ดินของเค้าได้มาก เค้ามีสิทธิ์ขึ้นราคาค่าเช่า
หรือถ้าเค้าสนใจที่จะทำเองแทนเราล่ะ ! ถึงจะเป็นโอกาสที่น้อย แต่ก็ไม่ควรละเลย

และถ้าผมเป็น G ผมก็คงต้องมองว่า ถ้าภาระผ่อนสวนเริ่มอยู่ตัว ผมจะทำยังไงเพื่อเพิ่มมูลค่าของสวนส้ม
ของ ผมได้บ้าง ถ้าละแวกนั้น มันเจริญขึ้นตามกำลังซื้อ จากที่ที่ปล่อยเช่าถูกๆ ผมก็มีสิทธิ์ขึ้นค่าเช่าได้รอบๆได้
หรือถ้าที่มีเศรษฐีมาขอซื้อ ผมก็คงอยู่ในในสถานะมีสิทธิ์ได้เลือกว่าจะขายหรือไม่ขาย

เศรษฐี T ที่ทำหลายธุรกิจ หลังจากที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จขายส้มในเมือง
จึงเริ่้มกว้านซื้อที่และเริ่มลงปลูกดูเองบ้าง โดยมีการดึงตัว คนสวนจาก G ไปเรื่อยๆ

G T H จะเป็นอย่างไร ก็คงทำหนังดีๆให้พวกเราดูต่อไป เอ้ย ไม่ใช่
ก็ติดตามกันต่อไปครับ

หมายเหตุเกร็ดลงทุน
ประเด็นว่าถ้ามีการปรับมูลค่าสินทรัพย์ ทำให้ ROA ใหม่ ลดลงแน่ๆ ใช่คับ
จริงๆแล้ว มันควรจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า เพราะ G ไม่ได้เพิ่งมาซื้อ Asset ในราคาปัจจุบัน
แต่มูลค่าเพิ่มที่เค้าได้รับ ก็เป็นกำไรจากปรับมูลค่าทรัพย์สิน

แต่ถ้า็ H หรือ T คิดจะเปิดใหม่บ้าง ในเขตเก่าของ G บ้่าง ทั้ง H กับ T ต่างหากที่ต้องลงทุนมากกว่า
ค่า ROA,ROE จากธุรกิจแบบเช่า จึงสูงกว่า ROA แบบซื้อขาด เพราะใช้ Asset น้อยกว่า

แต่้ถ้าต้องการวัดประสิทธิภาพจริงๆ ควรจะ พิจารณจากผลตอบแทน / Asset ในราคาที่เราลงทุนไป
ไม่ใช่ ราคาปรับมูลค่าใหม่ตามบัญชี จะสะท้อนภาำพได้ชัดเจนกว่า

*,** นี่คือ EOS ในแบบของผมคับ :oops:

@Shaen
เขียนตอบครั้งแรกที่ ThaiVI 29 พ.ค.55

Advertisements

Global ภาค7 NPMที่แอบแฝง

มาตรฐาน
พอดีตอบกระทู้จากเพืิ่อนสมาชิกใน ThaiVi แล้วคึกตอบยาว เลยยกมาเพิ่มเติม
แปะเป็นภาค 7 เลยแล้วกันครับภาคนี้จะเผยความลับที่ซ่อนอยู่้ครับ

เืพื่อนสมาชิก wrote:

global npm ต่ำลงเรื่อยๆนะครับ ส่วน hmpro ดีขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ hmpro น่าจะดีกว่า ?

ผมตอบ :
ณ ตอนนี้ อัตราส่วนทางการเงินของ HMPRO ดีกว่า GLOBAL แทบทุกตัว แน่นอนครับ
เพราะ ตอนนี้ รูปของของการขยายสาขาที่แตกต่างกัน แต่มันมีอะไรซ่้อนอยู่ครับ !

HMPRO
– จับตลาด กลา่ง-บน เน้น Home User เป็นหลัก สินค้าพวกนี้กำไรเยอะกว่าพวกสินค้าโครงสร้างครับ
เน้นพื้นที่ Premium และมีการขยายสาขาสัดส่วนเช่าในห้างเยอะ ไม่ได้ใช้เงินลงทุนมากเท่าตั้ง Stand Alone ครับ
และมีสาขามากพอที่จะทำให้กระแสเงินสด เพียงพอต่อการขยายสาขา

GLOBAL เน้นตลาด กลาง-ล่าง + ผู้รับเหมา สินค้าโครงสร้่าง Margin น้อยกว่า
แต่ได้เรื่องปริมาณมาแืทน ฉะนั้นการขยายสาขามากขึ้น จะได้ประโยชน์จาก Economy of Scale ครับ
ต่อรอง Supplier ได้เยอะขึ้น OverHead ต่อสาขาก็จะลดลง

การขยายสาขา เน้นการลงทุนบนพื้นที่ของตัวเองใน ต่างจังหวัด
ฉะนั้นการที่เจ้าของที่จะให้เช่า มันก็ได้เงินไม่เป็นก้อน เจ้าขายที่เลยเรียกราคาค่อนข้างสูง
ผบห ชั่งน้ำหนัก ทั้งแบบ ซื้อ/เช่า แล้ว ถ้าเป็นพื้่นที่ต่างจังหวัด ซื้อคุ้มกว่าในระยะยาว
และมูลค่าของที่ดินบริเวณนั้นก็จะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาด้วย

ณ ตอนนี้ จำนวนสาขาของ Global ยังไม่มากพอที่จะสร้างกระแสเงินสดโดยไม่พึ่งพิงการกู้ครับ
จึงมีบางส่วนต้องกู้จากธนาคาร แต่กำไรที่ได้ก็มากพอที่จะขยายตัวไปเรื่อยๆครับ
แต่เมื่อมีจำนวนสาขามากพอ มีกำไร > ขยายสาขา
ณ ตอนนั้นก็มีสิทธิ์เลือกที่จะจะลดต้น ลดดอกได้แล้ว ณ ตอนนั้น เมื่อต้นทุนทางการเงินลดไป
NPM ก็พุ่งเอาง่ายๆครับ

——————————————————————————
Image
ไตรมาสล่าสุด Q1/55 ของ HMPRO 46 สาขา
รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ 8,657.57
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 832.11
ต้นทุนทางการเงิน 29.19 => 3.5%
ภาษีเงินได้ 192.58
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 610.33
NPM = 610.33/8,657.57 = 7%

—————————————————————–
Image

ของ GLOBAL 14 สาขา ณ ไตรมาสล่าสุด Q1/55
รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ 2,506.12
ค่าเสื่อม 62.31 ล้าน
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 224.20
ต้นทุนทางการเงิน 38.24 => 17%
ภาษีเงินได้ 47.67
เหลือกำไรสุทธิ 138.28
NPM = 5.5%

ถ้าต้นทุนการเงินลดลงจาก Warrant หรือมี กองทุนสนใจลงทุน(จาก AGM มีคนขอพบ ผบห เยอะมากๆครับ )
เอาแึ้ึค่เหลือ 7 % ให้ยังต้นทุนมากกว่าเป็น 2 เท่าของ HMPROเลย

ต้นทุนทางการเงิน(ใหม่) 7%= 15.7 ล้าน
กำไรสุทธิจะ = 224.20-15.7-47.67 = 160.83
NPM ใหม่= 6.41% => +16.5%

หรือแค่ลอง บวกกลับค่าเสื่อม ไป 62.31 ล้าน โดยใ้ช้ต้นทุนการเงินเดิมนี่แหละ

กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 224.20+62.31 = 286.51 ล้าน
ต้นทุนทางการเงิน 38.24 (ใช้ของเดิม)
ภาษีเงินได้ 47.67=> 66 ล้าน
เหลือกำไรสุทธิ 286.51-38.28-66 = 182.23 ล้าน  (เดิม 138 ล้าน +31.8% ที่ซ่้อนอยู่)
NPM = 7.27 % !! > HMPRO ซะอีก
(แก้ไขจาก ThaiVi นะครับ เพราะ EBITDA เพิ่ม ภาษีต้องเพิ่มตามด้วย)

การคิดค่าเสื่อมทำให้ประหยัดภาษีไปได้ประมาณ 18 ล้าน!

แล้วถ้าเอา 2 ปัจจัยมาบวกกันล่ะครับ หึ หึ มันจะกระฉูดขนาดไหน

นี่แหละครับ ที่ผมพยายามจะบอก

จะเห็นว่า มีการปรับมูลค่าสินทรัพย์ทุก 3 ปี แต่ละครั้งก็ขึ้นโขเลยครับ แต่ข้อเสียคือ
ในตอนเริ่มใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างมาก + ค่าเสื่อมทางบัญชีจะดูเยอะ เมื่อเปิดสาขาใหม่

ค่าเสื่อมนี่ บริษัทไม่ได้จ่ายเงินออกไปนะครับ แถมยังทำให้จ่ายภาษีน้อยลงด้วย 🙂
ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มีเงินลงทุนในบริษัทเพิ่มได้อีกครับ

เมื่อปีท้ายๆหรือครบกำหนดตัดสินทรัพย์ทางบัญชี หรือตัดน้อยลง ตัวสินทรัพย์ประเภทร้านกึ่งโกดังจะยังใช้งานอยู่
อาจะมีแค่ค่าดูแลรักษา ตอนนั้น NPM จะพุ่งเลยครับ

คล้่ายๆกับกรณีธุรกิจการเดินสาย เดินท่อ วางรากฐานในครั้งแรกๆ จะโดนค่าเสื่อมในช่วงแรกเยอะ
แต่เมื่อตัดค่าเสื่อมหมด แต่ท่อหรือโครงข่าย ยังใช้ได้อยู่ ที่เหลือก็กำไรล้วนๆครับ

แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนเทคโนโลยี ถ้าตัดค่าเสื่อมครบ
อาจบรรจบกับหมด cycle ของ product line นั้นแล้ว ถ้าจะลงทุนต่อ ก็ต้องสั่งเครื่องจักรใหม่หมด
อันนี้มีผลแน่คับ

การดูหรือเปรียบเทียบ NPM ถ้าพิจารณาองค์ประกอบเสริมของแต่ละธุรกิจด้วย จะท่ำให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ

และภาคนี้จะเป็นเครื่องยืนยันชี้ชัดว่า ทำไม Global จึงเป็นคู่้แข่งที่หลายๆคนเริ่มจับตาไม่กระพริบ
ถึงขั้นมีการสืบเสาะกันจากคู่แข่งว่า จะไปเปิดที่สาขาไหนอีก
และตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงกล้าขยายสาขา
มากซะขนาดนี้ แล้วทำไมธนาคารให้ปล่อยกู้ได้อีก

เพราะความจริงแล้ว อัตรากำไรสุทธิที่ซ่้อนอยู่เยอะกว่า HMPRO ซะอีัก !

@Shaen
26 พ.ค.55

TK บันทึกช่วยจำ

มาตรฐาน

ช่วงตลาดยังมีความวิตกกังวัลกับยุโรป ก็ถือเป็นโอกาสทำความรู้จัก บริษัทใหม่ๆของผมแืทน
หมายเหตุ : ดู+ฟัง จาก MoneyTalk ห้วนๆไปหน่อย ขออภัย เน้นประเด็นแทนนะครับ ^^!

http://sharecapture.com/image/fdb2987243f740e292be1af45332a865

ปล่ิอยสินเชื่อมอเตอร์ไซค์+รถยนต์ แต่เน้นมอเตอร์ไซด์ 80 % #1 ของ Sector นี้เลย
ดอก 2.2ต่อเดือน / Effectiveness 40%!!!
ต้นทุนทางการเงินประมาณ 4% ส่วนต่างของสเปรดเยอะมาก !!!

แต่ที่ธนาคารไม่ลงมาเล่น เพราะยอดต่อรายเล็กเกินไป สู้ปล่อย อสังหา กับ รถยนต์ ชัวร์กว่า
เลยเป็นตลาดค่อนข้าง Niche

ดาวน์5-10ที่เหลือ กู้ บางที่แข่งดุ เงินสดหลักพันก็ออกรถได้

รถยนต์ 2-3ต่อปี flat

มอไซ10,000ล้าน 200,000คัน
รถยนต์ 1700 ล้าน

1-3วัน ถ้่าเอกสารพร้อม 2-3ชม
ต้องมีผู้ค้ำ แต่สลิบเงินเดือนไม่จำเป็น
แต่มีเจ้าหน้าที่ประเมิณรายได้ ไปดูบ้าน
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานสูง

จ่ายได้หลายช่องทาง โดยตรงหรือ counter service ไปรษณีย์

ถ้าไม่ส่งต่อ ส่วนใหญ่ไม่ฟ้อง
ยังเก็บหนี้เอง ยังไม่เคยขาย
NPL 0-3 เดือน 96%
พนักงาน 300 400 คน

กรุงเทพ35/65 ตจว
24งวด 2 พัน
มีใบแจ้งหนี้ส่ง มีbarcodeจ่ายตาม counter

#1มอไซ ส่วนแบ่ง กรุงเทพ20% ตจว ไม่มีตัวเลข
เงื่อนไข คู่แข่งอิงเราเป็นหลัก เว้นแต่จะมาตัดราคาเรา
มีทั้งที่ร้านทำเอง แล้วก็ส่งเรา
Tk dept เพิ่งซื้อมาปีที่แล้วจากคาร์ฟูร์ ได้db1 ล้าน ราคา200ล้าน มีเงินสดติดมาด้วย !
คาร์ฟูร์ขาย เพราะไม่ประสบความสำเร็จ มีขาดทุนทางภาษีื ได้ประโยชน์ทางอ้อม คือเอามาหักภาษีได้ด้วย

ปกติปีเปิดละ4-5สาขา จะขยายไปเวียดนาม อินโด

เจ้าใหญ่เป็นสิบราย เช่นธนบัน ,ลูกของทิสโก้

เริ่มจากครอบครัวขายมอไซ import จากญี่ปุ่น
บางคนลงทุนทำโรงงานผลิต แต่ที่บ้านทำ suzuki แต่รับทุคน
แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว
ครบรอบ40ปี

ตั้งเป้ายอดมอไซโต10%
เวียดนามซื้อเงินสด กับค่าเงินเค้าลดค่า
ตั้งสำรอง
1 3 6 เกิน6 เดือน
1 20 50 100%

รถที่ยึดมา เปิดประมูล ทำเอง เยอะเหมือนกัน
ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ามาประมูล

Key success
พัฒนาระบบเอง
คน

หาเงินจากกู้4.7พันล้าน บอร์ด

รายได้ค่าคอมจากบังคับประกันภัย 25%
Q1/55 ที่ผ่านมา กำไรน้อยเพราะมีการตั้งสำรองจากน้ำท่วมปลายปีที่แล้ว จะเริ่มดีขึ้นใน Q2/55


รายการแกะรอยหุ้นมี สัมภาษณ์ TK เริ่มนาทีที่ 10 ครับ

ยอดขายมอเตอร์ไซด์ของโลก
#1 จีน
#2 อินเดีย
#3 อินโดนีเนีย
#4 เวียดนาม
#5 ไทย
http://sharecapture.com/image/bb97e8154a364739956cdf7aa184ab08

https://i0.wp.com/tkw03.thespi.com/tkweb/tk/pdf/03investor/financial/revenue_Q454T.jpg
https://i0.wp.com/tkw03.thespi.com/tkweb/tk/pdf/03investor/financial/revenue_y2011T.jpg

http://sharecapture.com/image/5f4d5bf025554c579ebb64d3a141b4c4
จุดเด่น : โตสม่ำเสมอดี ,เก่าแก่กว่า 40 ปี, เป็นเจ้าตลาด, ปันผลดีต่อเนื่อง, D/E ต่ำกว่าเพื่อนในกลุ่มมาก
ความเสี่ยง : เป็นปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ถ้ามีน้ำท่วมอีก จะทำให้ลูกหนี้โตเหมือนปีที่ผ่านมา
ตัวเร่ง : ประชาชนรายได้ดีขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น, AEC จะทำให้ขยายไปตลาดตปท.ได้อีก

แหล่งข้อมูล : Set,Bloomberg,Thitikorn

@Shaen
เขียนโครงครั้งแรก 12 พ.ค.55
เผยแพร่ 24 พ.ค.55

Global ภาค6 บันทึก AGM 2555

มาตรฐาน

ออกตัว : ตอนนี้เป็นบันทึก AGM ฟังไปจดไป อาจดูไม่ค่อยสละสวย แต่เน้นประเด็นแทนแล้วกันนะครับ

http://sharecapture.com/image/77f72882bbaa47dfb04ed88609a4e925

เปิดตัวด้วยคุณชุติกาญจน์ สรุปตัวเลขสำคัญๆในรอบปีที่ผ่านมา
GPM 16% , EBITDA 12.6%, NPM ราว 6%
SG&A ลดลง ดีขึ้น จาก 8.6 8.3% 54 55 =>; แสดงถึงการบริหารเริ่มดีขึ้น

ที่เหลือก็จะเป็นถาม/ตอบ ตามวาระ โดยมีท่านประธานอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร กับ
คุณนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานคณะกรรมการบริหาร ผลัดกันตอบนะครับ

54 เปิดได้ 2 สาขา เพราะ ปัญหาเรื่องน้ำท่วม และการขนส่ง
มีการ renovate + เพิ่มสินค้าใหม่ๆ import ตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง=>;เพิ่ม GPM
ได้อีกหลอดไฟเปลี่ยนเป็น LED ทั้งหมด =>; ประหยัดไฟ สีใกล้เคียงธรรมชาติ

54 ตีราคาสินทรัพย์ใหม่ ทำให้ค่าเสื่อมราคาสูงขึ้น ตั้งประมาณการเกษียณให้พนักงาน

“ตลาดวัสดุก่อสร้างมูลค่า 3 แสนล้านบาท/ปี
Global 8 พันล้าน ยังมี Room โตได้อีกเยอะ!!!”

สาขาที่เปิดใหม่ เป็นไปตามเป้าทุกแห่ง !! เป็นความมั่นใจของผบห.
ปีที่แล้ว แผน 4 ปี55 เปิด 5ทำให้โยก 2 สาขา มาปี 55 กลายเป็น 7
4 เดือนเปิดไป 2 กำลังจะเปิด 2 รวมเป็น 4 อีก 3 เตรียมการไว้หมดแล้ว
ถ้าปีนี้ 7 ยังทำได้ แล้วปีหน้าจะน้อยกว่า 7 ได้ยังไง !!!
(สงสัย ผมต้องทำประมาณการใหม่อีก แต่เต็มใจครับ)

มีที่ดินที่เมืองทองธานี 140 ไร่ ซื้อมา ตารางวาละ 8000 รวม 400 กว่าล้าน ตั้งปี 52
ซึ่งถือว่าต้นทุนไม่แพง แต่มีศักยภาพมากกว่าที่จะทำแค่ร้านวัสดุ (แสดงว่าอาจมีแผนอื่น)

คนต่างจังหวัด จะสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง ฉะนั้น Global จะตอบโจทย์คนสร้าง/ซ่อม/ตกแต่ง บ้าน
ซึ่งมันสอดคล้องกับรายได้ของคนต่างจังหวัดที่มากขึ้น จาก ภาคเกษตร เช่น ยางพารา พืชผัก
ฉะนั้นจึงเร่งขยายสาขาที่ตจว ก่อน

ท่านประธานว่า ไทยมี 77 จังหวัด เราจะทำได้มากกว่า 100 สาขา !!!!

มีคนถามว่า : มีคนต่างชาติมาซื้อบ้างมั้ย แล้วจะขยายไปเพื่อนบ้านมั้ย

เราเปิดที่ชายแดนแล้ว 2 สาขา ที่ หนองคาย นครพนม และ มีป้าย 3 ภาษา ไทย ลาว อังกฤษ
คนลาวก็ข้ามมาซื้อ จาก อุดร อยู่ก่อนแล้ว เพราะมีการเก็บข้อมูล
แล้วพอเปิดที่หนองคาย กับ นครพนม ก็คนลาวจาก ท่าแขก แขวงคำม่วน ข้ามมาซื้ออีก

มุกดาหาร ในปี55 กำลังจะก่อสร้างในไม่ช้า เปิดในปีนี้แน่นอน
สุรินทร์ ก็เปิดปีนี้ ขึ้นเสาได้เยอะแล้ว เปิดไตรมาส 3

ความเสี่ยงในด้านบุคลากร เนื่องจากเราจะโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ต้องเร่งสร้างบุคลกรให้ทัน
และปัญหาเรื่องถูกแย่งชิง จึงต้องทำให้บุคลการอยู่กับเรา โตไปกับเราแบบมีความสุข

เรื่องเงินทุนก็มีเงินทุนเพียงพอในการขยาย (อันนี้มีวงใน Confirm ครับ ฮา)

มีคนถามว่า : ผู้ถือหุ้นถามว่า ถ้าผถห ซื่อของมีสิทธิ์พิเศษอะไรมั้ย (มีเสียงฮาเป็น background)
ท่านประธานตอบ : งั้นลองจด code แล้วติดต่อมา ถ้าซื้อเยอะๆ จะลดให้
ผู้ถาม : แล้วจะส่งฟรีมั้ย (ฮา)
ท่านประธาน : ปกติเราคิดค่าส่ง กม ละ 7 บาท 30 กม. ก็ 210 ยังถูกกว่า Taxi อีก
ยังไงช่วยกันอุดหนุนเรา ให้เราทำงานง่ายๆ จะได้มีเอากำไรมาตอบแทยผถห จะดีกว่า

มีคนเสนอให้ ทำใบแนบแทนว่า ต้องการรายงาประจำปีเป็นรูปเล่ม หรือเปล่า
เพราะจะทำให้ประหยัดงบไปได้อีก ท่านประธานอารมณ์ดี รับว่าว่าจะทำอย่างที่เสนอมา

สาเหตุที่ยังต้องพิมพ์ภาษาอังกฤษ 16 หน้า เพราะมีนลท ต่างชาติ กับ สถาบัน
มาขอพบบ่อยมากๆ ปีนึง 40-50 ครั้ง

มีคนถามผลกระทบจากน้ำท่วม นครสวรรค์น้ำท่วม แต่สาขาเราตั้งอยู่สูง เลยไม่ท่วม
แต่ยอดขายจะ drop ช่วงน้ำท่วม แต่พอน้ำลด ยอดขายกลับมาสูงมาก และรักษาระดับได้อยู่

รายได้อื่นๆ มาจาก rebate ที่ volume สั่งซื้อเยอะขึ้น
ประเมิณสินทรัยย์ครั้งหน้า 1 มค 57 มูลค่าเพิ่มขึ้น ค่าเสื่อมก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นทางบัญชี แต่สาขายังใช้งานได้ดีอยู่

วันนึงเมื่อเราเป็นเจ้าตลาดแล้ว เราสามารถกำหนดราคาได้ แต่ตอนนี้ เราพยายามไม่ให้
ตัวเลข GPM NPM ดูดีเกินไป เพราะจะมีเจ้าอื่นลงมาเล่นมากขึ้น

ระบบระบายอากาศตอนนี้ใช้ระบบ Evapolation เปิด แต่ถ้าต่อไปจะให้ติดแอร์ก็ทำได้

ตอนนี้ Bank ปล่อยกู้ง่ายขึ้น ทำให้คนอยากซ่อม สร้าง บ้าน มากขึ้น
ข้างบ้านซ่อมบ้าน ทาสีบ้านใหม่ บ้านเราก็ดูเก่าทันตา เราก็อยากทำบ้าง
พอเราทำ บ้านข้างๆ เพื่อนบ้าน ญาติมาเยี่ยม ก็อยากทำบ้าง เป็นลูกโซ่กันไป (อันนี้ผมเสริมเอง)
ก็เป็นโอกาสของ Global

ปริมาณสินค้านำเข้า 12-15% และตั้งเป้าจะโตในส่วนนี้ให้มากขึ้น ตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น
Margin มีตั้งแต่ 25-30%, 50-60% !!

พัฒนาการในการบริหารหลังร้าน แต่ก่อน setup store 45 วัน รวม OT ด้วย
แต่ตอนนี้ ใช้เวลา Setup ร้านแค่ 15 วัน ไม่มี OT เลย !!! ทำให้เปิดร้านได้เร็วขึ้นเดือนนึงเต็มๆ

สิ่งที่คอยบอกพนักงานคือ 1.กล่าวทักทาย สวัสดี 2.อย่าเดินตามลูกค้า
เพราะลูกค้าเข้่าใจสินค้ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก พนักงานเป็นแค่ผู้ช่วย ลูกค้าก็ไม่รำคาญด้วย

นักลงทุน : ทำไมไม่ลองใช้วิธีเช่า

ผบห : ที่ผ่านมาก็คิดเทียบกันตลอด ถ้าซือดีกว่า ก็ซื้อ แต่เช่าดีกว่า ก็เช่า มีการเปรียบ IRR
ที่ดินตจว ผืนใหญ่ ราคาไม่แพง ถ้าเช่า เจ้าของก็อยากเรียกราคาสูงๆ ถึงจะเป็นเงินก้อน
ตอนนี้สาขาในตจว การซื้อจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า อย่างกรุงเทพ ที่ดินแพงมาก หลักร้อย-พันล้าน แบบนี้เช่าคุ้มกว่าแน่

แล้วก็เป็นการสรุปวาระต่างๆ ก็ผ่านไปได้ด้วยดี จบการประชุมสามัญปีนี้ครับ

ใครมีเวลาลองดู VDO ได้ ท่านประธานอภิสิทธิ์ ตอบคำถามได้ใจผมมากครับ





หรือที่ของบริษัทเองเลยครับ
http://www.globalhouse.co.th/investor_vdoMeeting.php

ส่วนตอนนี้ มีความกังวลกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกรีซค่อนข้างมาก

-ความกังวลวิกฤตกรีซถ้าเกิดขึ้นจริง คำถามที่เราควรตั้งคือ ถ้าเกิดแล้วมันจะกระทบกับกิจการที่เราลงทุนหรือเปล่า
-กำลังซื้อจากลูกค้าของเราเพิ่มขึ้น หรือลดลง จากมาตรการของรัฐ ค่าแรง เงินเดือนข้าราชกร ราคาพืชผัก
-วัฒนธรรมการสร้างบ้านบนที่ของตัวเองในต่างจังหวัด ยังคงเป็นโอกาสของ Global อยู่ไม่น้อย
– ช่วงนี้จะมีการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด ในช่วงเริ่มต้น ที่สาขายังเพิ่งเปิด รายได้ยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรับรู้ค่าเสื่อม ทางบัญชีไปก่อน แต่ในไตรมาสต่อๆไป สาขาที่เพิ่งเปิดจะแสดงให้เห็นศักยภาพมากขึ้นเรื่อยๆครับ
– ธุรกิจค้าปลีกอย่าง Global อาจคงมีรายได้อาจจะไม่หวือหวาเท่ากับธุรกิจอื่น แต่ก็มั่นใจได้ว่า จะเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงทุกไตรมาส

อยากให้ดู ได้ฟังจริงๆ แล้วจะเข้าใจแผนที่จะโตของ Global และจะได้ มั่นใจมากขึ้นครับ 😀

ส่วนอันนี้ เป็น Excel ที่ผมใช้ประมาณการมาโดยตลอดครับ มีการปรับเปลี่ยนจากการ
คิดการเติบโตของ SSGS รายไตรมาส แทนการคิดแบบทั้งปี จะได้เห็นตัวเลขที่ใกล้เคียมากขึ้น

http://sharecapture.com/image/796a9108cd044dd4a6851b2e7a2db6ac

http://sharecapture.com/image/c4ce6fbf0738454cbc5d6f89f3f4ebd6

Download Excel Global Valuation

เขียนครั้งแรก 10 พ.ค.55
เพิ่มเติม VDO, Excel 15 พ.ค. 55
@Shaen

ฟุตบอลกับการลงทุน

มาตรฐาน


ถ้าจะให้เลือกนักเตะที่เป็นสุดยอดของโลก ณ เวลานี้ ต้องมีชื่อของ
Lionel Messi อย่างไม่ต้องกังขา แต่กว่าจะเป็น Messi ทุกวันนี้
ย้อนไปตอนที่เป็นเด็กฝึกหัด 5 ขวบที่ตัวเล็กกว่าคนอื่นมาก เพราะมีปัญหา
เรื่องฮอร์โมน ทำให้ตัวเล็กกว่าคนอื่นๆมาก และพ่อแม่ของเขาไม่
สามารถจ่ายค่ารักษาที่แสนจะแพงในอาร์เจนติน่าได้

ครอบครัวเมสซี่ ก็พบกับทางสว่าง เมื่อ การ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการ
ด้านกีฬาของบาร์ซ่า ได้เห็นฟอร์มของเจ้าหนูมหัศจรรย์รายนี้

และประทับใจกับพรสวรรค์ที่มีเหลือล้น ในตัว เรซัค จึงได้ยื่นข้อเสนอให้ว่าทางบาร์เซโลน่า ยินดีที่จะจ่ายเงินค่ารักษาให้แต่ว่าเมสซี่
จะต้องไปอยู่ที่สเปน ครอบครัวเมสซี่ไม่ปฏิเสธโอกาส ตัดสินใจเดินทางไปอยู่ที่สเปนทั้งครอบครัว ริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน
ด้วยพรสวรรค์ ฝีเท้า และความเร็วในตัวเขา ทำให้เจ้าหนูเมสซี่ค่อยๆ ก้าวเป็นดาวเด่นในทีมระดับเยาวชนของบาร์ซ่าและของโลกในปัจจุบัน
จนกระทั่งพิสูจน์ฝีเท้าให้เป็นที่ประจักษ์ ยิงทะล 70ประตู(รวมทุกรายการ) ถ้านับเฉพาะในลีคก็ 50 ลูก ยังไม่จบฤดูกาล

ถ้าคนที่ไม่ได้ดูฟุตบอล แล้วไม่เข้าใจว่า มันเยอะแค่ไหน เอาเป็นว่า ทีม Liverpool ทั้งทีม ในลีค 36 นัด ทั้งทีมยิงได้ 46 ลูก -_-!

ถ้ามองในแง่ของการลงทุนแล้ว Barcelona ได้รับผลตอบแทนอันสุดยอดที่รับ Messi เข้ามาเป็นเด็กฝึกหัด ถ้าเปรียบเป็นการลงทุน
ก็ดูจะคลับคล้ายคลับคลากับการลงทุนแนว VI ที่ดูศักยาภาพของนักเตะที่จะเติบโตได้ไปได้ในอนาคต ถ้าเทียบกับระยะเวลาที่บ่มเพาะ
ก็นับว่าคุ้มค่ามาก แต่ก็อย่าลืมว่า Barcelona ไม่ได้ประสบความสำเร็จเจอนักเตะอย่าง Messi, Iniestar กันไปซะหมด
คนที่ไม่ประสบความสำเร็จทะลุมาแทนตัวจริงเดิมได้ ก็อาจต้องปล่อยไปให้อยู่ทีมอื่นก่อนอย่าง Cesc แต่เมื่อชม.บินสูงขึ้น
การจะดึงตัวกลับมาด้วยสายสัมพันธ์ ก็ทำได้ง่าย เพราะเรารู้นิสัยใจคอ รู้สไตล์ รู้เคมี กันเป็นอย่างดีแล้ว

แต่พิสูจน์ให้เห็นว่า การที่สร้าง Academy สำหรับนักเตะเยาวชน ก็เหมือนเป็นการสร้าง “Watchlist” ใ้ห้กับหุ้นที่เราสนใจ
หากตัวไหนเข้าตาแล้วมีประเด็นมา unlock เราก็จับลงเป็นตัวจริงได้เลย

ถามว่า ณ ตอนนี้ถ้ามีการซื้อขาย ค่าตัวของ Messi ควรจะมีค่าเท่าไหร่
แล้วตอน Messi อีก 10 ปีข้างหน้า ควรจะมีค่าตัวเท่าไหร่
แล้วถ้า Messi ฟอร์มตก เล่นไม่ดีเหมือนเดิม ค่าตัวจะเป็นเท่าไหร่
แล้วถ้า Messi เจ็บจนร่างกายเล่นฟุตบอลไม่เหมือนเดิม ควรจะมีค่าตัวเท่าไหร่

https://vihybrid.files.wordpress.com/2012/05/real-madrid-2011_12-kit_ronaldo.jpeg?w=282สำหรับคอฟุตบอล พอเจอคำถามนี้เข้าไป ก็คงมีคำตอบไปต่างๆกัน บ้างก็ว่า อย่างน้อย
ต้อง 100 ล้านปอนด์ เพราะ Ronaldo ก็ 80 ล้่านเข้าไปแล้ว แต่ Messi ทั้งยิง ทั้งจ่าย
มากกว่า บ้างก็ว่าไอโ้ด้ มันราคาโอเว้อร์ไป ทำให้่ราคาปั่นป่้วนกันไปหมด

แต่ Ronaldo ก็มีมูลค่าทางการตลาดนอกสนาม ด้วยรูปร่างหน้าตา หุ่นทรมานใจสาว
(อาจมีเก้งผสมด้วย) แถมเข้าไปอีก ก็ทำให้ขายเสื้อ ขายสื่อ ได้อีกโข ชีวิตนอกสนาม
ไอ้โ้ด้ครองหน้านสพ. มากกว่า Messi แน่ๆล่ะ

ฉะนั้นการที่ Real Madrid ยอมทุ่มทุนไปซื้อมาด้วยเป็นสถิติโลก ก็เป็น “ทางลัด”ที่ตอบ
โจทย์ของแฟนๆ และกรรมการของสโมสรที่ได้ตั้งไว้ แต่ถ้าไม่สำเร็จอีกปี ก็ตัวใครตัวมัน

Beckham เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอีกคนนึง ที่หลังพ้นจุดสูงสุดในชีวิตค้าแข้งไปแล้ว
แต่ก็ยังยืนหยัดในวงการ และมีรายได้เป็นอันดับต้นๆ จะเห็นว่า มูลค่าแฝง
อย่าง ความนิยมนับเป็นคุณค่าที่เราก็ไม่ควรมองข้ามไป
แต่จะมากน้อยแค่ไหน ก็คงเป็นศิลปในการประเมิณต่อไป..

นี่ผมพูดเรื่องลงทุนอยู่จริงๆนะ ^^

@Shaen
เขียนเมื่อ 8 พ.ค.55

CPALL Dilute(แก้ไขเพิ่มเติม)

มาตรฐาน

https://i2.wp.com/www.booksmile.co.th/images/introc_1305272314/7-eleven.gifเคยเขียนเรื่องนี้ไป Facebook ไว้พักนึงแล้ว แต่ดูสถิติ มีคนค้นมาเจอ Blog จากการคำนวณ
CPALL ปลายปีก่อนไม่น้อย แสดงว่ายังมีคนยังคาใจ สงสัยเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย แล้วยังไม่ได้อ่าน
ใน Fanpage เลยขอเอามาแหมะไว้ที่นี่้แบบสั้นๆแล้วกันครับ

หมายเหตุ : โปรดใช้วิจารณญาณ นี่เป็นการคำนวณจากมุมมองของผมเท่านั้นนะครับ
ถ้าใช้วิธีคำนวณแบบอื่นเช่น DCF  การกำหนดตัวแปรต่างๆของแต่ละคน ก็ทำให้ได้ผล
ที่แตกต่างกันไปครับ (ก่อนงบ Q1 2555 ออก)

ภาค 1 ก่อนงบออก

อันนี้ผมจะดึง EPS เฉลี่ย จาก Consensus ณ 3 พ.ค. 55 มาเลยนะครับ
http://sharecapture.com/image/fcb34bd5a0274a6cbc845fb1e7915451

รูปนี้เพิ่มทีหลัง วันที่ 8 พ.ค. 55 ค่า EPS ลดลงไปอีกครับ
อ้างอิง http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=10

EPS 2012F 2013F = 1.87 2.27 ตามลำดับ
คำนวณ EPS growth 2.27/1.87 = +21.39%
Dividend = ปันผล 1:1 และ 1.25 บาท/หุ้น

ผมคิดราคาตลาดถ้วนๆที่หลัง XD 41 บาทนะครับ
เทียบเท่าราคาปัจจุบัน = (41×2)+1.25 =83.25
ผมไม่แน่ใจว่า consensus คิดกำไรจากปรับลดภาษีแล้วหรือยัง ผมแถมให้เลยแล้วกัน
Tax Gain ปี 2012 : 30=>23 = 77/70 = +10%

ทฤษฏีผมจะให้

P/E=G(rowth)+D(ivendend) + Tax Gain(Optional)

ฉะนั้น P/E = 21.39+ 1.5 + 10 = 32.89 =>33
ถ้ากำหนดเป็น P/E เป็นช่วง +/- ไปซะ 3 ตามอารมณ์ตลาด
PE Range = 30-36

ราคาปี 2012F ก่อน XD = 32.89*1.87 = 60.89 (56.1-67.32)
และราคาหลัง XD ณสิ้นปี 2012F ควรจะเป็น = (60.89-1.25)/2 =29.82 บาท หรือช่วง (27.42-33) บาท

การคำนวณนี้บนพื้นฐานอ้างอิงจากการขยายสาขาในประเทศนะครับ 400-500 สาขา/ปี แต่ด้วยฐานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ %Growth ลดลงเรื่อยๆ แม้นจะขยายสาขาเท่าเดิม  ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆนะครับ

3,000 => 3,500 = +16.67%
4,000 => 4,500 = +12.5%
5,000 => 5,500 = +10%
6000 => 6,500 = + 8.33%

แต่ถ้าCPALL สามารถเปิดเกมรุกไปต่างประเทศได้จริง และ TimeFrame ยาวกว่านั้น ก็เ็ป็นอีก Story นึง
แต่คนที่เห็นธีมนี้ คงมี CPALL ในสัดส่วนที่ตั้งใจไว้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนจะทำยังไง ณ ราคานี้
ก็แล้วแต่ Timeframe ของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

—————————————————————-

ภาค 2 หลังงบออก คิดคร่าวๆ

เพิ่มเติมหลังจากงบออก 8 พ.ค.55

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,758,326 2,083,933
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.61 0.46  => +32.61%
ต่อหุ้น (บาท) งบการเงินเฉพาะกิจการ
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,447,218 1,832,629
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.54 0.41 =>+31.70%
ต่อหุ้น (บาท)

CPALL แจงกำไรQ1/55 เพิ่มขึ้นเพราะขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้น

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานว่า CPALL ขอชี้แจงถึง
สาเหตุของผลการดำเนินงานตามงบการเงินรวม สำหรับไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

2555 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนเกินกว่าร้อยละ 20 ดังนี้
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2555 มีผลกำไรสุทธิ 2,758 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 2,084
ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 เนื่องจาก 1) การขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้นจาก 5,962 สาขาในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 6,479
สาขา ในไตรมาส 1 ปี 2555 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 2) อัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันของร้านเดิม (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) ในช่วง
ไตรมาส 1 ปี 2555 เทียบกับช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 เท่ากับร้อยละ 5.9  3) อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.1 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น
ร้อยละ 28.4 ในไตรมาส 1 ปี 2555 4) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม
ลดลงจากร้อยละ 20.6 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็นร้อยละ 20.5 ในไตรมาส 1 ปี 2555 5) การปรับลดของอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท จากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ของกำไรสุทธิ
ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com

สรุป
งบดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์พอสมควรเลยนะครับ  เมื่อข้อมูลใหม่ล่าสุดออก เราก็มาประเมิณกันใหม่ครับ เพราะคราวที่แล้ว เราเอา
EPS เฉลี่ย ของ consensus มา  คราวนี้เอาแบบละเอียดปานกลางนะครับ เพราะผมไม่มีตัวเลข ข้อมูลเปิดสาขาเป๊ะๆ รายเดือน

EPS Growth = งบรวม 0.61+32.61% ดีกว่าคาดของทุกสำนัก  ส่วนนึงเพราะ Tax Gain 30=>23 +10%
ถ้าหักตรงนี้ออกไป EPS Growth Exclude Tax Gain ก็จะโตประมาณ = 0.61×1/1.1 / 0.46 = +20.55%

Branch => +8.7% ตามคาด
SSGS => +5.9% ตามคาด
Gross Profit => +1.067% ตามคาด
SG&A => 20.6=>20.5 => ไม่มีนัยยะ ตามคาด
Image
หมายเหตุ : ตาีรางได้มาจากคุณ Arjin ThaiVI ครับ

ปกติ CPALL จะขยายสาขาไตรมาสละ 120-130 สาขา แต่ปลายปีที่แล้ว น้ำท่วม เลยเปิดได้แค่ 70 สาขา เลยรวบยอด
มาเปิดไตรมาสแรกแบบทะลักไป 203 สาขา ซึ่งปกติ Q1 จะเป็นไตรมาสที่นิยมเปดสาขาเอาฤกษ์เอาชัยกัน
แต่ไตรมาสที่เหลือคาดว่าน่าจะกลับสู่สภาวะปกติ

ลองคำนวณใหม่จากข้อมูลล่าสุด #3

สาขาเฉลี่ยทั้งปี = 6479+(500/2)= 6729 สาขา
NPM = 5%
กำไรไตรมาสนี้ = 86,893*30*12*6729*0.05 = 10,524,653,946 บาท
โตขึ้นกว่าปีก่อน 8,007 พันล้าน  +31.43%
จำนวนหุ้น = 8,986,296,048.00

EPS 2012F = 1.171 บาท/หุ้น

สิ้นนปี 2012 จะมีสาขา = 6479+130+130+130= 6869 สาขา
สิ้นปี 2013 จะมีสาขา = 6869+(130×4)= 7389 สาขา เพิ่มขึ้น 7.57%
Tax Gain Growth ในปี 2013 ภาษีจะลดลงอีกจาก 23=>20 แต่จากโต +10% จะเหลือ โต = 80/77 = 3.9%
SSGS ผมให้ +6% ก่อน

EPS 2013F = 1.17×1.06×1.0757×1.039 = 1.386 บาท/หุ้น

EPS growth 2013F/2012F = 1.386/1.171 = +18.36%

จะเห็นว่า Growth ของปี 2013 ดูลดลง เพราะตัวใหญ่ขึ้นทำให้%ดูลดลง และ ภาษีลดลงน้อยกว่าเมื่อเทียบปีกับ 2012
สอดคล้องกับสมมติฐานของ SCB ที่ให้ EPS ก่อน XD สูงกว่าสำนักอื่นที่ 2.39 แต่ P/E 15.59 เท่านั้น

ภาค 3 เริ่มละเอียดขึ้น

อันนี้คิดแบบละเอียดขึ้นมาอีก เพราะเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น โดยจำลองเป็นรายไตรมาสไป #3
http://sharecapture.com/image/5f2c72f891b6464cbd3da16c1677e490

เนื่องจาก 7-Eleven มีสาขาหลายรูปแบบทั้งที่บริษัททำเอง แฟรนไชส์ ก็มีหลายแบบ Type B,C แต่ละแบบก็ รับรู้กำไรต่างกัน
เอาเป็นว่า ตารางที่ผมทำ คงได้แค่กะประมาณให้เห็นภาพคร่าวๆนะครับ เพราะคงไม่สามารถไปเจาะว่า แต่ละ TYPE มีกี่สาขา

สนใจลองแฟรนไชส์ ลองอ่านรายละเอียดดูครับ
http://www.7eleven.co.th/corp/franching_how_to_be_a_franchise.php

หมายเหตุ : นี่เป็นการคาดการณ์บนสมมติฐานที่ยังขยายสาขาเฉพาะในประเทศ และข้อมูลที่หาได้ โปรดใช้วิจารณญาณครับ

ณ ราคาวันที่ 9 พ.ค.55 38.50 บาท
P/E Forward สิ้นปี 2012 = 38.5/1.15 = 33.5 เท่า

ปกติ การลงทุนจะเป็นการมองไปข้างหน้า 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือถ้าภาพชัดมาก ก็อาจมากกว่านั้น
แล้วแต่สภาวะตลาด ณ ขณะนั้น แต่เวลาเมื่อผ่านไป มูลค่าของกิจการในกลุ่มค้าปลีก ก็จะเลือนไปข้างหน้าด้วย เช่นกัน

ตัวอย่าง ถ้าวันนี้เป็น 1 ม.ค. 55  มูลค่าที่เราประเมิณที่จะมองก็คือ 1 ปีข้างหน้า ก็คือสิ้นปี ธค 55
แต่เมื่อเวลาผ่านถึง Q3/55  ราคากับมูลค่าของปีนี้ก็อาจจะเป็นตัวเดียวกันไปแล้ว ถ้าตลาดอารมณ์ดี
ฉะนั้น ตลาดจะเลื่อนมูลค่าไปเป็นของปีหน้าไปเลย

ในทางกลับกัน แต่ถ้าตลาดอยู่ในสภาวะซบเซา การมองไปข้างหน้า ก็อาจจะสั้นกว่าปกติ

 

DCF วิธีที่ได้รับความนิยม ในการจะคำนวณมูลค่าในอนาคต แล้วค่อยคิด discount ย้อนกลับมา ณ เวลาปัจจุบัน
ซึ่งถ้ากำหนดตัวแปรต่างๆ การย้อนกลับ มากกว่าเงินเฟ้อ ยังไงมูลค่าในอนาคตของกลุ่มค้าปลีก จะแพงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ
อยู่มาก และจะเห็นว่า ตลอดเวลาหุ้นกลุ่มนี้ มันแทบจะไม่มี MOS ณ เวลาปัจจุบันอยู่เลย เว้นแต่จะเกิด Panic

ฉะนั้น การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่สถาบันในไทยชอบมากๆ ก็เป็น Mind Game ว่า เรากับเค้าจะวัดมูลค่า กัน ณ เวลาใด

ขอจบการคำนวณคร่าวๆเท่านี้ จากข้อมูลที่มีอยู่ก่อนนะครับ ถ้าหลังฟัง Oppday แล้วมีอะไรใหม่ ก็มาปรับกันใหม่

อันนี้เป็นของแถมครับ

สัมภาษณ์เจ้าของแฟรนไชส์สาขาแรกของ 7-Eleven
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=83765

@Shaen
เขียนครั้งแรกเมื่อ 3 พ.ค.55 ก่อนงบQ1/2555 ออก
เขียนครั้งที่2 8 พ.ค. 55 หลังงบออก
เขียนครั้งที่3 9 พ.ค. 55 หลังงบออก + เห็นตารางล่าสุด

South Sea Story

มาตรฐาน

ช่วงที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวทำให้นึกถึง Newton (ที่ค้นพบแรงโน้มถ่วงนั่นแหละครับ) ที่ตัวเองเคยต้องกลับไปซื้อหุ้น South Sea
ที่เคยขายทำกำไรไปกว่า 100% แต่พอเห็นเพื่อนๆ ที่ยังไม่ขาย แล้วได้กำไรมากกว่า ก็ทนไม่ไหวที่ตัวเองขายหมู
เลยกลับไปซื้อที่ราคาสูงกว่าเดิมมาก และด้วยเงินจำนวนที่เยอะกว่าเก่ามาก (ดูรูปประกอบ)

แต่สุดท้าย Newton ก็เจ๊งอย่่างที่เห็นกราฟ จนห้ามให้ใครพูดชื่อ South Sea นี้ให้เค้าได้ยินอีกเด็ดขาด

รอบแรกที่ได้กำไร ฺNewton คำนวณจากมันสมองที่ได้รับการยอมรับของเค้า เค้าก็ได้ผลลัพธ์ดังที่ควรจะเป็น แต่รอบหลังเค้าทน
แรงกดดันจากอารมณ์ของตัวเองและรอบข้างไม่ได้ จึงตัดสินใจไปด้วยอารมณ์

เรื่องนี้ผ่านเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1720 ผ่านมา 292 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคาดว่า ก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ที่เปลี่ยนก็ แค่ฉากกับตัวละคร แต่ก็จบลงด้วยความชอกช้ำ และกลายเป็นที่เล่าขานให้เม่ารุ่นหลังต่อไป

จน Newton บอกว่า เค้าสามารถคำนวณคิดค้นสูตรต่างๆได้มากมาย แต่เค้าไม่สามารถทำนายอารมณ์ของผู้คนในตลาดได้เลย

Soros เห็นช่้องโหว่ตรงนี้ของตลาด จึงสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เส้นทางสาย Pure Value Investing
การที่เราทำการบ้าน หาข้อมูลทั้งปัจจัยทางคุณภาพ ทางปริมาณ เพื่อจะคำนวณประเมิณมูลค่า
จะด้วยวิธีใดๆก็ตามที่ตัวเองเข้าใจ ผมเห็นว่า ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อย เราก็มีเกราะป้องกัน คงไม่เข้าถ้าไม่มี MOS

แต่ถ้ามันจะวิ่งไปเกินกว่านั้นก็เป็นโอกาสให้เราได้เลือกตัดสินใจ ว่าจะกำไรมากเิ้พิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็น Mind Game แล้ว
ถ้าคิดจะเปิดเกมรบ ก็ควรจะชนะตั้งแต่วางหมากแล้ว ระหว่างทาง อาจดูทิศทางลม ฝน ก็กำหนดแผนสอง สามไป อะไรเกิด
ก็ว่าไปตามแผนที่เราเตรียมไว้

ณ วันนี้ ผมก็ยังเชื่อว่า

Investing should be calculated
But Emotion CAN’T
So Plan is a Must

@Shaen
4 พ.ค. 55