Monthly Archives: พฤษภาคม 2012

นิทาน “สวนผลไม้”

มาตรฐาน

http://sharecapture.com/image/34e4def117454ec0a40228b68351499fณ ดินแดนแห่งนึง มีนักธุรกิจการเกษตร  G กับ H

H เน้นเช่าที่ เปิดร้านขายผมไม้ขายใจกลางเมือง
แน่นอนว่า ค่าเช่าถูกกว่าซื้อที่มาทำร้านใหม่แน่ๆ

ทำให้ H ขยายไร่ปลูกส้มได้ไวกว่า และขายได้แพงกว่า
H จ่าย : ค่าเช่า + ต้นทุนการปลูก + ค่าแรง + ภาษี
H ได้ : กำไรจากขายส้ม + กำไรอื่นๆจากการบริหารสวนส้ม
*****************************************
G ที่ผ่านมาเน้นปลูกส้มบนที่ดินของตัวเองซื้อ ในรอบนอก
สวนส้มของ G จึงไม่มากเท่า H

G จ่าย : ส่งค่าที่รวมดอก+ ต้นทุนการปลูก + ค่าแรง + ภาษี
G ได้ : กำไรจากขายส้ม + กำไรอื่นๆจากการบริหารสวนส้ม
          + มูลค่าสวนส้มที่เพิ่มขึ้น ตามความเจริญของพื้นที่

ถ้าเราลองย่นเวลา ให้ผ่านไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

– สวนส้มจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปหาทำเลใหม่ที่ ยังไม่มีส้มขาย หรือ คู่แข่งน้อย
– ทั้ง G และ H มีสวนส้มมากจนสามารถต่อรองลดราคากับ ผู้ขายปุ๋ยได้ *
– ต้นทุนลงโฆษณาจากที่เคย ยิง 1 ได้ 10 สาขา ก็ยิงได้ 30 สาขา ต้นทุน/สาขาก็ถูกลงไป**
– ค่าเช่าที่ดินจะต้องแพงขึ้น
– มูลค่าของที่ดิน ที่จะทำสวนใหม่จะสูงขึ้น
– กำลังซื้อของรอบนอก จะเขยิบขึ้นสูงขึ้น
– พื้นที่ให้เช่าขายในสวนจะเพิ่มขึ้น เผื่อมีคนจะเอา เงาะ มังคุดมาขายในสวนของเรา
เพราะจากแต่ก่อนมี 10 สวน ตอนนี้ 30 แล้ว จะเอาเงาะ มาลงขายทุกสาขา ก็ครบคลุมเลยน๊ะ

แน่นอนว่า ถ้าผมเป็น H อาจต้องเริ่มมองตลาดต่างประเทศ เพราะในประเทศ สวนเราเต็มแล้ว
และก็ต้องเริ่มคิดว่า อาจต้องมีลงทุนซื้อ ที่ของตัวเองบ้างแล้ว
เพราะ ถ้าเจ้าของที่ เค้าเห็นว่า เราทำประโยชน์จากการเช่าที่ดินของเค้าได้มาก เค้ามีสิทธิ์ขึ้นราคาค่าเช่า
หรือถ้าเค้าสนใจที่จะทำเองแทนเราล่ะ ! ถึงจะเป็นโอกาสที่น้อย แต่ก็ไม่ควรละเลย

และถ้าผมเป็น G ผมก็คงต้องมองว่า ถ้าภาระผ่อนสวนเริ่มอยู่ตัว ผมจะทำยังไงเพื่อเพิ่มมูลค่าของสวนส้ม
ของ ผมได้บ้าง ถ้าละแวกนั้น มันเจริญขึ้นตามกำลังซื้อ จากที่ที่ปล่อยเช่าถูกๆ ผมก็มีสิทธิ์ขึ้นค่าเช่าได้รอบๆได้
หรือถ้าที่มีเศรษฐีมาขอซื้อ ผมก็คงอยู่ในในสถานะมีสิทธิ์ได้เลือกว่าจะขายหรือไม่ขาย

เศรษฐี T ที่ทำหลายธุรกิจ หลังจากที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จขายส้มในเมือง
จึงเริ่้มกว้านซื้อที่และเริ่มลงปลูกดูเองบ้าง โดยมีการดึงตัว คนสวนจาก G ไปเรื่อยๆ

G T H จะเป็นอย่างไร ก็คงทำหนังดีๆให้พวกเราดูต่อไป เอ้ย ไม่ใช่
ก็ติดตามกันต่อไปครับ

หมายเหตุเกร็ดลงทุน
ประเด็นว่าถ้ามีการปรับมูลค่าสินทรัพย์ ทำให้ ROA ใหม่ ลดลงแน่ๆ ใช่คับ
จริงๆแล้ว มันควรจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า เพราะ G ไม่ได้เพิ่งมาซื้อ Asset ในราคาปัจจุบัน
แต่มูลค่าเพิ่มที่เค้าได้รับ ก็เป็นกำไรจากปรับมูลค่าทรัพย์สิน

แต่ถ้า็ H หรือ T คิดจะเปิดใหม่บ้าง ในเขตเก่าของ G บ้่าง ทั้ง H กับ T ต่างหากที่ต้องลงทุนมากกว่า
ค่า ROA,ROE จากธุรกิจแบบเช่า จึงสูงกว่า ROA แบบซื้อขาด เพราะใช้ Asset น้อยกว่า

แต่้ถ้าต้องการวัดประสิทธิภาพจริงๆ ควรจะ พิจารณจากผลตอบแทน / Asset ในราคาที่เราลงทุนไป
ไม่ใช่ ราคาปรับมูลค่าใหม่ตามบัญชี จะสะท้อนภาำพได้ชัดเจนกว่า

*,** นี่คือ EOS ในแบบของผมคับ :oops:

@Shaen
เขียนตอบครั้งแรกที่ ThaiVI 29 พ.ค.55

Global ภาค7 NPMที่แอบแฝง

มาตรฐาน
พอดีตอบกระทู้จากเพืิ่อนสมาชิกใน ThaiVi แล้วคึกตอบยาว เลยยกมาเพิ่มเติม
แปะเป็นภาค 7 เลยแล้วกันครับภาคนี้จะเผยความลับที่ซ่อนอยู่้ครับ

เืพื่อนสมาชิก wrote:

global npm ต่ำลงเรื่อยๆนะครับ ส่วน hmpro ดีขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ hmpro น่าจะดีกว่า ?

ผมตอบ :
ณ ตอนนี้ อัตราส่วนทางการเงินของ HMPRO ดีกว่า GLOBAL แทบทุกตัว แน่นอนครับ
เพราะ ตอนนี้ รูปของของการขยายสาขาที่แตกต่างกัน แต่มันมีอะไรซ่้อนอยู่ครับ !

HMPRO
– จับตลาด กลา่ง-บน เน้น Home User เป็นหลัก สินค้าพวกนี้กำไรเยอะกว่าพวกสินค้าโครงสร้างครับ
เน้นพื้นที่ Premium และมีการขยายสาขาสัดส่วนเช่าในห้างเยอะ ไม่ได้ใช้เงินลงทุนมากเท่าตั้ง Stand Alone ครับ
และมีสาขามากพอที่จะทำให้กระแสเงินสด เพียงพอต่อการขยายสาขา

GLOBAL เน้นตลาด กลาง-ล่าง + ผู้รับเหมา สินค้าโครงสร้่าง Margin น้อยกว่า
แต่ได้เรื่องปริมาณมาแืทน ฉะนั้นการขยายสาขามากขึ้น จะได้ประโยชน์จาก Economy of Scale ครับ
ต่อรอง Supplier ได้เยอะขึ้น OverHead ต่อสาขาก็จะลดลง

การขยายสาขา เน้นการลงทุนบนพื้นที่ของตัวเองใน ต่างจังหวัด
ฉะนั้นการที่เจ้าของที่จะให้เช่า มันก็ได้เงินไม่เป็นก้อน เจ้าขายที่เลยเรียกราคาค่อนข้างสูง
ผบห ชั่งน้ำหนัก ทั้งแบบ ซื้อ/เช่า แล้ว ถ้าเป็นพื้่นที่ต่างจังหวัด ซื้อคุ้มกว่าในระยะยาว
และมูลค่าของที่ดินบริเวณนั้นก็จะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาด้วย

ณ ตอนนี้ จำนวนสาขาของ Global ยังไม่มากพอที่จะสร้างกระแสเงินสดโดยไม่พึ่งพิงการกู้ครับ
จึงมีบางส่วนต้องกู้จากธนาคาร แต่กำไรที่ได้ก็มากพอที่จะขยายตัวไปเรื่อยๆครับ
แต่เมื่อมีจำนวนสาขามากพอ มีกำไร > ขยายสาขา
ณ ตอนนั้นก็มีสิทธิ์เลือกที่จะจะลดต้น ลดดอกได้แล้ว ณ ตอนนั้น เมื่อต้นทุนทางการเงินลดไป
NPM ก็พุ่งเอาง่ายๆครับ

——————————————————————————
Image
ไตรมาสล่าสุด Q1/55 ของ HMPRO 46 สาขา
รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ 8,657.57
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 832.11
ต้นทุนทางการเงิน 29.19 => 3.5%
ภาษีเงินได้ 192.58
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 610.33
NPM = 610.33/8,657.57 = 7%

—————————————————————–
Image

ของ GLOBAL 14 สาขา ณ ไตรมาสล่าสุด Q1/55
รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ 2,506.12
ค่าเสื่อม 62.31 ล้าน
กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 224.20
ต้นทุนทางการเงิน 38.24 => 17%
ภาษีเงินได้ 47.67
เหลือกำไรสุทธิ 138.28
NPM = 5.5%

ถ้าต้นทุนการเงินลดลงจาก Warrant หรือมี กองทุนสนใจลงทุน(จาก AGM มีคนขอพบ ผบห เยอะมากๆครับ )
เอาแึ้ึค่เหลือ 7 % ให้ยังต้นทุนมากกว่าเป็น 2 เท่าของ HMPROเลย

ต้นทุนทางการเงิน(ใหม่) 7%= 15.7 ล้าน
กำไรสุทธิจะ = 224.20-15.7-47.67 = 160.83
NPM ใหม่= 6.41% => +16.5%

หรือแค่ลอง บวกกลับค่าเสื่อม ไป 62.31 ล้าน โดยใ้ช้ต้นทุนการเงินเดิมนี่แหละ

กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 224.20+62.31 = 286.51 ล้าน
ต้นทุนทางการเงิน 38.24 (ใช้ของเดิม)
ภาษีเงินได้ 47.67=> 66 ล้าน
เหลือกำไรสุทธิ 286.51-38.28-66 = 182.23 ล้าน  (เดิม 138 ล้าน +31.8% ที่ซ่้อนอยู่)
NPM = 7.27 % !! > HMPRO ซะอีก
(แก้ไขจาก ThaiVi นะครับ เพราะ EBITDA เพิ่ม ภาษีต้องเพิ่มตามด้วย)

การคิดค่าเสื่อมทำให้ประหยัดภาษีไปได้ประมาณ 18 ล้าน!

แล้วถ้าเอา 2 ปัจจัยมาบวกกันล่ะครับ หึ หึ มันจะกระฉูดขนาดไหน

นี่แหละครับ ที่ผมพยายามจะบอก

จะเห็นว่า มีการปรับมูลค่าสินทรัพย์ทุก 3 ปี แต่ละครั้งก็ขึ้นโขเลยครับ แต่ข้อเสียคือ
ในตอนเริ่มใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างมาก + ค่าเสื่อมทางบัญชีจะดูเยอะ เมื่อเปิดสาขาใหม่

ค่าเสื่อมนี่ บริษัทไม่ได้จ่ายเงินออกไปนะครับ แถมยังทำให้จ่ายภาษีน้อยลงด้วย 🙂
ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มีเงินลงทุนในบริษัทเพิ่มได้อีกครับ

เมื่อปีท้ายๆหรือครบกำหนดตัดสินทรัพย์ทางบัญชี หรือตัดน้อยลง ตัวสินทรัพย์ประเภทร้านกึ่งโกดังจะยังใช้งานอยู่
อาจะมีแค่ค่าดูแลรักษา ตอนนั้น NPM จะพุ่งเลยครับ

คล้่ายๆกับกรณีธุรกิจการเดินสาย เดินท่อ วางรากฐานในครั้งแรกๆ จะโดนค่าเสื่อมในช่วงแรกเยอะ
แต่เมื่อตัดค่าเสื่อมหมด แต่ท่อหรือโครงข่าย ยังใช้ได้อยู่ ที่เหลือก็กำไรล้วนๆครับ

แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนเทคโนโลยี ถ้าตัดค่าเสื่อมครบ
อาจบรรจบกับหมด cycle ของ product line นั้นแล้ว ถ้าจะลงทุนต่อ ก็ต้องสั่งเครื่องจักรใหม่หมด
อันนี้มีผลแน่คับ

การดูหรือเปรียบเทียบ NPM ถ้าพิจารณาองค์ประกอบเสริมของแต่ละธุรกิจด้วย จะท่ำให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ

และภาคนี้จะเป็นเครื่องยืนยันชี้ชัดว่า ทำไม Global จึงเป็นคู่้แข่งที่หลายๆคนเริ่มจับตาไม่กระพริบ
ถึงขั้นมีการสืบเสาะกันจากคู่แข่งว่า จะไปเปิดที่สาขาไหนอีก
และตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงกล้าขยายสาขา
มากซะขนาดนี้ แล้วทำไมธนาคารให้ปล่อยกู้ได้อีก

เพราะความจริงแล้ว อัตรากำไรสุทธิที่ซ่้อนอยู่เยอะกว่า HMPRO ซะอีัก !

@Shaen
26 พ.ค.55

TK บันทึกช่วยจำ

มาตรฐาน

ช่วงตลาดยังมีความวิตกกังวัลกับยุโรป ก็ถือเป็นโอกาสทำความรู้จัก บริษัทใหม่ๆของผมแืทน
หมายเหตุ : ดู+ฟัง จาก MoneyTalk ห้วนๆไปหน่อย ขออภัย เน้นประเด็นแทนนะครับ ^^!

http://sharecapture.com/image/fdb2987243f740e292be1af45332a865

ปล่ิอยสินเชื่อมอเตอร์ไซค์+รถยนต์ แต่เน้นมอเตอร์ไซด์ 80 % #1 ของ Sector นี้เลย
ดอก 2.2ต่อเดือน / Effectiveness 40%!!!
ต้นทุนทางการเงินประมาณ 4% ส่วนต่างของสเปรดเยอะมาก !!!

แต่ที่ธนาคารไม่ลงมาเล่น เพราะยอดต่อรายเล็กเกินไป สู้ปล่อย อสังหา กับ รถยนต์ ชัวร์กว่า
เลยเป็นตลาดค่อนข้าง Niche

ดาวน์5-10ที่เหลือ กู้ บางที่แข่งดุ เงินสดหลักพันก็ออกรถได้

รถยนต์ 2-3ต่อปี flat

มอไซ10,000ล้าน 200,000คัน
รถยนต์ 1700 ล้าน

1-3วัน ถ้่าเอกสารพร้อม 2-3ชม
ต้องมีผู้ค้ำ แต่สลิบเงินเดือนไม่จำเป็น
แต่มีเจ้าหน้าที่ประเมิณรายได้ ไปดูบ้าน
ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานสูง

จ่ายได้หลายช่องทาง โดยตรงหรือ counter service ไปรษณีย์

ถ้าไม่ส่งต่อ ส่วนใหญ่ไม่ฟ้อง
ยังเก็บหนี้เอง ยังไม่เคยขาย
NPL 0-3 เดือน 96%
พนักงาน 300 400 คน

กรุงเทพ35/65 ตจว
24งวด 2 พัน
มีใบแจ้งหนี้ส่ง มีbarcodeจ่ายตาม counter

#1มอไซ ส่วนแบ่ง กรุงเทพ20% ตจว ไม่มีตัวเลข
เงื่อนไข คู่แข่งอิงเราเป็นหลัก เว้นแต่จะมาตัดราคาเรา
มีทั้งที่ร้านทำเอง แล้วก็ส่งเรา
Tk dept เพิ่งซื้อมาปีที่แล้วจากคาร์ฟูร์ ได้db1 ล้าน ราคา200ล้าน มีเงินสดติดมาด้วย !
คาร์ฟูร์ขาย เพราะไม่ประสบความสำเร็จ มีขาดทุนทางภาษีื ได้ประโยชน์ทางอ้อม คือเอามาหักภาษีได้ด้วย

ปกติปีเปิดละ4-5สาขา จะขยายไปเวียดนาม อินโด

เจ้าใหญ่เป็นสิบราย เช่นธนบัน ,ลูกของทิสโก้

เริ่มจากครอบครัวขายมอไซ import จากญี่ปุ่น
บางคนลงทุนทำโรงงานผลิต แต่ที่บ้านทำ suzuki แต่รับทุคน
แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว
ครบรอบ40ปี

ตั้งเป้ายอดมอไซโต10%
เวียดนามซื้อเงินสด กับค่าเงินเค้าลดค่า
ตั้งสำรอง
1 3 6 เกิน6 เดือน
1 20 50 100%

รถที่ยึดมา เปิดประมูล ทำเอง เยอะเหมือนกัน
ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ามาประมูล

Key success
พัฒนาระบบเอง
คน

หาเงินจากกู้4.7พันล้าน บอร์ด

รายได้ค่าคอมจากบังคับประกันภัย 25%
Q1/55 ที่ผ่านมา กำไรน้อยเพราะมีการตั้งสำรองจากน้ำท่วมปลายปีที่แล้ว จะเริ่มดีขึ้นใน Q2/55


รายการแกะรอยหุ้นมี สัมภาษณ์ TK เริ่มนาทีที่ 10 ครับ

ยอดขายมอเตอร์ไซด์ของโลก
#1 จีน
#2 อินเดีย
#3 อินโดนีเนีย
#4 เวียดนาม
#5 ไทย
http://sharecapture.com/image/bb97e8154a364739956cdf7aa184ab08

https://i2.wp.com/tkw03.thespi.com/tkweb/tk/pdf/03investor/financial/revenue_Q454T.jpg
https://i2.wp.com/tkw03.thespi.com/tkweb/tk/pdf/03investor/financial/revenue_y2011T.jpg

http://sharecapture.com/image/5f4d5bf025554c579ebb64d3a141b4c4
จุดเด่น : โตสม่ำเสมอดี ,เก่าแก่กว่า 40 ปี, เป็นเจ้าตลาด, ปันผลดีต่อเนื่อง, D/E ต่ำกว่าเพื่อนในกลุ่มมาก
ความเสี่ยง : เป็นปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ถ้ามีน้ำท่วมอีก จะทำให้ลูกหนี้โตเหมือนปีที่ผ่านมา
ตัวเร่ง : ประชาชนรายได้ดีขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น, AEC จะทำให้ขยายไปตลาดตปท.ได้อีก

แหล่งข้อมูล : Set,Bloomberg,Thitikorn

@Shaen
เขียนโครงครั้งแรก 12 พ.ค.55
เผยแพร่ 24 พ.ค.55