Monthly Archives: มกราคม 2012

วิธีประเมิณมูลค่ากิจการกลุ่มอสังหาอย่างง่าย

มาตรฐาน


จากบทความก่อนหน้า การประเมิณมูลคาหุ้นอย่างง่าย เหมาะกับกิจการที่
ค่อนข้างมีรายได้เข้ามาค่อนเข้าแน่นอน แต่เราจะเอาใช้หมวดอสังหา
ตรงๆก็ไม่ได้ เพราะ ที่ผ่านมาอสังหาจะรับรู้รายได้จากตัวเลขยอดจอง

ซึ่งแน่นอนล่ะ ไม่ใช่จองทั้ง100 แล้วจะทำสัญญาโอนทั้ง 100 ที่ผ่านมา
เราจะเห็นว่า มีการซื้อขายใบจองกันเกลื่อน ทำให้ตัวเลขกำไรคาดการณ์
ได้ยากมาก! ตลาดจึงให้ค่า PE กลุ่มอสังหาค่อนข้างต่ำ-ต่ำมาก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว

จนกระทั่งระยะหลัง การรับรู้รายได้ของอสังหาฯเปลียนจากยอดจอง
มาเป็นรับรู้รายได้เมื่อโอนทั้งก้อน เช่้น คอนโดก็นับเ็ป็นห้อง
บ้่่านก็นับหลังกันเลยครับ เงินดาวก็ค่อยมานับเมื่อโอนด้วย (ขอบคุณน้องโอ๊ค Audit เก่า ด้วยครับ ^^)
ทำให้ตัวเลข Backlog สำคัญมาก สำหรับแวดวงนี้ พราะจะใกล้เคียงกับยอดขายจริงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

พอเราได้ตัวเลข ยอดขายมาแล้ว ก็ทำการคำนวณกำไรได้ จาก NPM(อัตรากำไรสุทธิ) เฉลี่ยของบ.ที่เคยทำได้
เช่น บริัษัืท X มี Backlog ปี 55 ณ ปัจจุบัน

บริษัท X ณ 1 มกราคม 55 มียอด Backlog เป็นแบบนี้
Q155 = 5,000
Q255 = 7,000
Q355 = 8,000
Q455  = 5,000

สังเกตว่า ยอดขายหรือยอดโอน มันจะสวิงไปมา แบบนี้แหละครับ ขึ้นอยู่กับว่า โครงการไหนจะโอนกันไตรมาสไหน
ทีนี้ การบ้านเราก็คือ ติดตามว่า

– แต่โครงการมียอดขายไปเท่าไหร่แล้ว
– แล้วจะรับรู้รายได้เมื่อไหร่
– โครงการใหม่ที่ทำอยู่ สร้างช้า หรือเ็ร็วกว่ากำหนด
– ดอกเบี้ยขาขึ้นหรือขาลง
– ต้นทุนค่าก่อสร้าง เป็นไง ค่าแรงเพิ่มขึ้น แล้วยิ่งก่อสร้างช้า ต้นทุนก็วิ่งไปเรื่อย
– คนที่เข้าไปอยู่แล้ว บ่นหรือชม มีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาอยู่ในวิสัยที่แก้ได้มั้ย

โอเค ลองมาคำนวณกัน
Backlog รวม 4Q55 = 25,000 ล้านบาท  NPM 7%
ตรงนี้จะเื่ผื่อตัวเลขว่า โอนจริงซัก 90%
กำไรก็น่าจะราวๆ 25,000x 0.90x 0.07 = 1,575 ล้าน  เราก็เอาไปคำนวณหา EPS (กำไรต่อหุ้น) ได้เท่้าไหร่
สมมมิตมี 5,000 ล้านหุ้น ก็ตก EPS = 0.315 บาท/หุ้น

คราวนี้มาเรื่อง PE ละครับ ว่าตลาดจะให้ PE เท่าไหร่
P/E 5 เท่า ราคา = 0.315×5 = 1.575
P/E 6 เท่า ราคา = 0.315×6 =  1.890
P/E 7 เท่า ราคา = 0.315×7 = 2.205
P/E 8 เท่า ราคา = 0.315×8 = 2.520

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไงว่า บริํษัทพัฒนาอสังหาS นี้ควรมี P/E เท่าไหร่
เพราะ P/E 5 กับ 8  ราคาหุ้นก็ต่างกันเยอะ 2.520 นี่ต่างกับ 1.575 ถึง 60% เลย

ผมใช้หลักเท่าที่คิดได้ดังต่อไปนี้

1. ดูจาก PE เฉลี่ยที่ผ่านมาของตัวเอง
เทียบกับตัวเองก็ดูง่ายดีครับ แต่ก็อย่าลืมดูพัฒนาการในอนาคตเปรียบเทียบด้วย ว่าบริษัทมีอะไร
เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงบ้าง

2. ดูจากค่า PE เฉลี่ยของกลุ่ม
ผมว่าก็พอกล้อมแกล้ม แต่มันมีเหตุผลว่า ทำไมบริษัทนั้น P/E สูงกว่า P/E นี้ล่ะอ๋อ ก็ยอดขายเค้าสม่ำเสมอมา
โดยตลอด NPM ก็โตกว่าเพื่อน มี Backlog ต่อเนื่อง

3. ดูจาก Growth หรือ Backlog ในอนาคต

ว่าเป็นยังไง ไม่ใช่ว่า โอนปีนี้หมด กำไรเยอะเลย ปีหน้าโครงการใหม่สร้างเสร็จปลายปี ไม่มีของขาย ไม่มียอดโอน -_-!
กับอีกบริษัท มียอด Backlog ต่อเนื่อง แบบนี้ก็ให้ PE Premium ได้
อาจจะประยุกต์ใช้กับ สูตร สเป็กดี ได้  อ่านเพิ่มเติม

4. ดูจากแนวโน้มความต้องการของตลาด
จากน้ำท่วมที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า ความต้องการในแนวสูง มากกว่าแนวราบแน่ๆ
แล้วถ้ารัฐยังไม่มีมาตรการป้องกันที่แน่ชัด แล้วท่วมอีกรอบ จากงานช้าง จะกลายเป็นงานไดโนเสาร์ละทีนี้
แต่ถ้ามีมาตรการชัดเจน แนวราบก็มีแนวโน้มฟื้นจากความมั่นใจของผู้ซืิ้อ

ก็ไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนี้ ตลาดจะให้ PE สูงกับ บริษัทที่มี Product ในแนวสูงหรือทำเลที่น้ำไม่ท่วม

5 .ฺฺฺBrand Awareness
  ถ้าBrand หรือคุณภาพของบ้านที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้่า เปิดขาย เปิดจองปุ๊บ หมดปั๊บ
PE สูงกว่า บริษัท ที่สร้างบ้านแล้ว สร้่างช้า ขายช้า ปัญหาเยอะ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

6. ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ถ้าบริษัท A หันมาสร้างโรงงานจากระบบ Precast ทำให้ย่นระยะเวลาไปได้
เวลาที่ย่นไปได้ ก็คือต้นทุนค่าแรงที่ลดลง ดอกเบี้ยที่จ่ายก็ลดลง ก็เป็นกำไรที่งอกขึ้นทางอ้อมได้ PE สูงกว่า บริษัท
ที่สร้างช้ากว่ากำหนดไปเรื่อยๆ ค่าแรงเพิ่ม ดอกเบี้ยเพิ่ม ก็ถูกต้องแล้ว

หวังว่าจะได้ไอเดียในการประเมิณมูลค่ากิจการของบริษัทในแวดวงอสังหาฯ ไปบ้าง ไม่มาก็น้อยนะครับ
ใครมีอะไรแชร์ ก็ยินดีนะครับ

24 ม.ค. 55

Global The Next Star ภาค3

มาตรฐาน

ไม่นึกว่าจะมีภาค3 แต่ลองจำลองกำไรตามรายไตรมาสดู เลยโทรไปคุยกับ Siam Global House เพื่อขอทราบข้อมูล
เลยเป็นภาค ถาม-ตอบ + Simulate กำไร แล้วกัน

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆขอใช้สีแบ่งตามนี้
สีดำ ผมถาม

สีเขียว เจ้าหน้าที่ตอบ

สีส้ม ผมเสริมในใจ

ข้อแรกการขยายสาขาว่าเป็นไปได้ที่ออกข่าวหรือเปล่า ว่าปีจะเพิ่มอีก 7 สาขาแน่หรือเปล่า
ทางเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า เพิ่ม7สาขา จาก 13 เป็น 20 แน่นอน โดยไตรมาสแรกจะเสร็จแน่ๆ ที่สกลนคร เปิดเดือนก.พ.55 นี้
เวลาก่อสร้างจะเริ่มไป พร้อมๆกันหลายสาขา เวลาเสร็จก็เสร็จพร้อมๆกัน คาดการณ์คร่าวๆ ก็เหลือ 6 สาขา ใน 3 ไตรมาส
ก็น่าจะทยอยเปิด 3 ไตรมาสถัดไปละ 2 สาขา

สาขาที่ 15 ที่นครพนม เริ่มรับสมัครพนักงานแล้วครับ เร็วกว่าที่ผมคิดอีกนะ

ผมถามต่ออีกว่า สาขาที่เปิดใหม่เลยนี่ ยอดขายเทียบกับสาขาเก่าเป็นยังไง
เจ้าหน้าที่เล่าว่า ปกติพอเปิดใหม่ปุ๊บ ยอดขายก็จะำพอๆกับสาขาเดิมเลย ! (อารมณ์ประมาณ์ชาวบ้านเห่อของใหม่
ที่ไหนๆก็เป็นล่ะ สังเกตุจาก BigC หน้าบ้าน Uniqlo, Krsipy Cream หรือแม้แต่ 7 เปิดใหม่เมื่อไหร่ คนอย่างแน่น)

ผมถามเรื่องต่ออีกว่า Global มีสินค้าที่เป็น House Brand หรือเปล่า และสัดส่วนเท่าไหร่
เจ้าหน้าทีนิ่งไปพักนึง.. แล้วบอกว่ามีสั่งจากตปท. มาแล้วก็พะยี่ห้อตัวเอง (โอเค ตัวเดียวกัน -_-!)
แต่เรื่องตัวเลขสัดส่วนเท่าไหร่ ไม่แน่ใจ แต่จาการที่มีสาขาเพิ่มขึ่น ทำให้สามารถนำเข้าสินค้า
และมาปะยี่ห้อเองได้มากขึ้นอีก

ผมไปทำการบ้านเพิ่มเติม โดยขับรถไปที่ สาขาชลบุรี  ได้เห็นสินค้าที่เป็น House Brand หลายตัวเลย
เช่น สายฝักบัว อ่างซิงค์ หัวสปริงเกอร์ สายยางฉีดน้ำ รถต้ดหญ้า ไม้คิ้ว ไม้บัว ลูกกลิ้ง แปรงทาสี
พื่่นไม้ลามิเนท ชักโครก เครื่องมือช่าง โคมไฟ ที่จับประตู สรุปว่า เยอะมากๆครับ โดยแต่ะอย่าง
ก็จะมีชื่อยี่ห้อตามแต่ละ product ไป

ผมยังรุกถามอีกว่า แต่ละสาขามีพนักงานประมาณเท่าไหร่
เจ้าหน้าที่ว่า ที่เป็นพนักงานของ Global House+PC ประมาณ 200-400 คน แล้วแต่ความใหญ่ของสาขา
PC ที่เอาไว้เชียร์สินค้าตัวเองแล้วได้ค่าcommission (อืมๆ ถือว่าเป็นการสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีเลยครับ)

เรื่องสำคัญ ผมถามว่า การที่ HomePro ไปเปิดสาขาถึงร้ิอยเอ็ด บ้านของ Global เลยนั้น ส่งผลอะไรหรือเปล่า!
เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า ยอดขายไม่ได้ลดลงเลย ! แถมโตขึ้่นด้วยซ้ำ! เพราะ ไม่ใช่คู่แข่งกันโดยตรง Global มีสัดส่วนสินค้าประเภทก่อสร้าง
ผู้รับเหมา Drive-Thru เข้าไปเอาของเลย ยังเป็นจุดขายของ Global อยู่ ส่วน SSS ตัวเลขยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด
(แต่จากปีก่อนๆผมว่าได้ลุ้น
2 digit) แล้วก็กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลครับ -/\-

โอเค พอได้ข้อมูลแล้ว มาประเมิณกำไรกัน อย่างไตรมาสแรก เปิดเดือนกุมภาพันธ์ ผมก็นับเป็นว่า ในปีนี้ก็ทำการได้ 10 เดือน
แล้วก็ทยอยคำนวณในแต่ละไตรมาส กับ เดือนที่ทำการ ได้ตารางดังนี้ครับ



ผมมีการแก้ไขประมาณการกำไร ครั้งแรกผมไปคำนวณ 13 สาขาทั้ง 12 เดือน ซึ่งเป็นการคิดแบบห้วนๆไปหน่อยครับ
เพราะสาขาที่ 12กับ13 เปิด เดือนมีนา กับ ตุลา ผมเลยขอคำนวณใหม่เป็นตารางแบบนี้คับ

ปกติไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะเดือนสุดท้าย ปกติจะมีการจัดโปรโมชั่นเพื่อระบายสินค้าออกไป
แต่ปีนี้มีน้ำท่วมด้วย  เลยอาจจะคลาดเคลื่อนไปได้อีกครับ (ฝั่งบวกหรือลบ มาลุ้นกันดูครับ)

ผบห เคยออกมาแสดงความมั่นใจว่า สาขาโคราช ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ มั่นใจว่ารายได้จะได้ 100 ลบ. เพราะมีกำลังซื้อดี
ถ้าคิดตาม NPM 5.6 จาก 3Q54 กำไรโดยประมาณจะกลายเป็น 5.64 ลบ/เดือน ซึ่งกระโดดจากค่าเฉลี่ย 3.19 ลบ
ถึง 75% !!!  นี่ก็เป็นอีกโอกาส ถ้าสาขาที่เปิดใหม่ ตามหัวเมืองใหญ่ มีโอกาสทำให้กำไรเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ได้อีก
ยังไงก็คอยติดตามว่า ผลงานจะได้ตามที่คาดมั้ยนะครับ

อ้างอิง http://jo.klongjan.com/go.php?to=http://www.ryt9.com/s/prg/1250344

PE ณ ปัจจุบัน อาจดูว่าสูงมาก แต่ก็เพราะ Growth ในปีนี้ที่มากเหลือเกิน
675/459.12 = +47%
+ ลดภาษีนิติบุคคล จาก 30=>23 =+10%

สรุปผมประมาณว่า ปี 2012F จะโตจาก 2011F = 47+10 =57%

กำไรสุทธิเลือกกลางๆที่ 675 ล้านบาท (ถ้าสาขาเปิดตามได้ที่ประมาณการไว้ แต่ถ้าเปิดได้เร็วขึ้น กำไรก็อาจจะมากขึ้นได้)

EPS 2012F ผมคำนวณได้ = 675/1440 = 0.46875 บาท/หุ้น (นับที่ SSS 8%)
ฉะนั้นเมื่อถ้าคำนวณ PE 2012F จะเหลือ 24-25 เท่า และเหลือ 18-19 เท่าในปี 2013

กำไรสุทธิในปี 2013F ผมประมาณไว้ที่ 840 ล้านบาท บนสาขา 23 สาขา (คิดเฉลี่ยแบบทยอยเปิด)
คิดเป็นกำไรต่อหุ้น รวม warrant ที่แปลงเพิ่มอีก 240 ล้านหุ้น
= 840/(1440+240)= 0.5 บาท
กำไร 2013F/2012F = 840/ 675 = 1.24 คือโตขึ้น 24%
+ จริงฐานภาษีจะลดจาก 23 เหลือ 20 =>+ 3.89%
+ SSS อาจะโตได้อีกซัก 5%

และปี 2013F จะโตได้อีกประมาณ 24+3.98+5 = 32.89%

ลองดู Consensus ของ Broker ต่างๆ เปรียบเทียบกับที่ผมประมาณการไว้ ก็ไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ปี 2013 มีบางเจ้าให้
มากกว่าผมอีก ถึง EPS 0.6
http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?txtSymbol=GLOBAL&selectPage=10

ความเสี่ยงของธุรกิจ
จะมีเขียนอย่างละเอียดใน 56-1 นะครับ ผมจะสรุปเป็นประเด็นคร่าวๆดังนี้ครับ

1. ความเสี่ยงจากการขยายการลงทุน
ใช้เงินทุนประมาณ 300 ลบ./สาขา ซึ่งเป็นเงินไม่น้อย แต่บ.จะศึกษาความเป็นไปได้ก่อนขยายสาขา

2. ความเสี่ยงเกี่ยวกับลูกหนี้
บ.เก็บเป็นเงินสดเกือบทั้งหมด ปี 2551 ร้อยละ 95.23 ปี2552 ร้อยละ 97.71 และในปี 2553 ร้อยละ 98.07
จะเห็นว่าแนวโน้มเป็นสัดส่วนเงินสดเยอะขึ้นเรื่อยๆ

3. ความเสี่ยงจากการลงทุนในสินค้าคงคลัง
บริษัทมีสินค้าคงเหลือสุทธิ ร้อยละ 37.29 , 40.77 และ45.70 ของมูลค่า ดูเผินๆเหมือนจะไม่ดี
แต่อย่าลืมว่า มีสาขาเพิ่มขึ้นทุกปี และ concept คือ warehouse ฉะนั้นถ้าหารออกมาต่อสาขา
จะเข้าใจภาพขึ้นครับว่า เพิ่มขึ่นเพราะอะไร

4. ความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม
มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น และมีการแข่งกันสูงขึ้น เลยมีการช่วงชิงพื้นที่สำคัฐตามหัวเมือง
แต่ดูจาก SSS ที่ผ่านมายังเป็นเลข 2 หลักอยู่ แสดงว่า ยังมีกำลังซื้อจากผู้ซื้อ ที่มีกำลังจ่ายมากขึ้น
และมาตรการส่งเสริมภาคอสังหาฯ และนโยบายการเพิ่มค่าแรงและเงินเดือนจากฟากรัฐ

5. ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนผลิตภัณฑ์
สินค้า 2กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกผันผวนน้อย กับ ผันผวนตลอดเวลา เช่น เหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณ สายไฟ
บริษัทควบคุมความเสี่ยงโดยมีการบริหารจัดการระยะเวลาการเก็บสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด
และสั่งซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง ทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย

6. ความเสี่ยงจากกรณีการเกิดเหตุเพลิงไหม้ตัวอาคารจำหน่ายสินค้า
มีการทำประกันภัย เตรียมพร้อมและ ตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิงทั้งในและรอบอาคาร
ที่ผ่านมาเกิดไฟไม้1ครั้งที่สาขาเวียงกุมกาม เชียงใหม่

7. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของผู้บริโภคและความล้าสมัยของผลิตภัณฑ์
สินค้าที่ตกรุ่นหรือล้าสมัยเร็ว จะโอนไปยังสาขาอื่นหรือสาขาใหม่ หรือต่อรองเพื่อเปลี่ยนรุ่น

8 ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มีการบริหารความเสี่ยง โดยทำ Forward Contract ไว้ มีวงเงินล่วงหน้า 220 ลบ ที่ยังไม่ได้ใช้
ที่ผ่านมาไม่ได้รับผลกระทบเลย

เพิ่มเติมเกร็ดย่อย

– ผบห เชื่อว่า SG&A ของ Global ต่ำกว่าคู่แข่ง จาก มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ VMI (Vendor Manage Invetory)
ตั้งแต่กลางปี 2009  ใช้ ERP(Entreprise Resourc Planning) ต้นปี 2010
และสาขาที่เพิ่มขึ้นบนฐานเดิมน้อย ทำให้ Overhead หลายๆส่วนลดลงได้มาก

– ค่าเฉลี่ยผู้ซื้อ 3,000-4,000 บาท/บิล จะเห็นว่า คนเดินอาจดูไม่เยอะ แต่อย่างที่บอก
สัดส่วนของผู้รับเหมาเยอะ และกำลังซื้อแต่ละครั้งไม่น้อย

– สัดส่วนของการชำระเงินของลูกค้า เงินสด 80% บัตรเครดิต 20%

– ค่าขนส่ง ลูกค้าเป็นคนจ่าย โดยรถของบ.ใช้แก๊ส CNG โดยคิดเหมาเที่ยว

– มีโปรโมชั่น อย่างหมวดเฟอร์นิเจอร์ จะมีูแถมคูปองค่าขนส่งให้ ลูกค้าที่มาด้วยรถเก๋งธรรมดา ก็สามารถตัดสินใจซื้อได้เลย

– พนักงานได้ค่าจ้าง 2 ส่วนคือ เงินเดือน+ commision จากยอดขาย ดังนั้นเราจะเห็น พนักงาน active มาก
ลักษณะเดียวกับ Homepro ล่ะคับ เท่าที่ผมถามจากปากพนักงานที่ชลบุรี ค่า com พอๆกับเงินเดือนเลยครับ !!!

– แนวโน้มสินค้าคงคลังเริ่มลดลง แต่มีอย่าลืมว่า Global มีสาขาเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าเฉลี่ยออกต่อสาขาแล้วจะเห็นว่า แนวโน้มดีขึ้น
ช่วงแรกที่เปิดสาขาใหม่ ใส่ stock เต็มสูบก่อน แล้วค่อยปรับ stock ทำให้ turnover ดีมากขึ้นเรื่อยๆ

– เป้าหมายใหญ่คือมีสาขาทุกจังหวัด + อำเภอใหญ่ จะได้ประโยชน์จาก ecomy of scale เพิ่มขึ้นอีก

ปัจจุบัน Cross Docking ของแถวพุธมณทล กับ สาขาที่นครปฐม เป็นศูนย์กระจายสินค้า

– สาขาที่จะเปิดต่อจาก โคราชคือ สกลนคร และ นครพนม

– มีแผนสาขาใกล้กรุงเทพฯ คือที่ดินเมืองทอง 140 ไร่ แล้ว

–  สาขา นครราชสีมา ยังมีร้านค้าย่อยมาเปิดขายสินค้าเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะบริเวณลานด้านหน้าอาคารจำหน่ายสินค้า ได้จัดสรรเป็น
“โกลบอล ไนท์บาร์ซ่า” มากกว่า ๖๐๐-๗๐๐ ร้าน อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าแฟชั่น สินค้าตกแต่งบ้าน ฯลฯ ขณะนี้เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้า
จับจองมาขายสินค้าแล้ว คาดว่าก่อนปีใหม่ ๒๕๕๕ จะเปิดขายสินค้าได้
อ้างอิง http://koratdaily.com/home/2010-07-27-16-32-40/738-2011-10-11-05-34-30.html

นี่แหละครับที่หลังจากที่ผมขับไปดูที่สาขาชลบุรี แล้วเกิดความคิดว่า มันน่าจะมีเปิดที่ให้มีแผงลอยเยอะๆ แต่ยังไม่เจอข่าวนี้
นี่จะเป็นทั้งรายได้อีกทางจากการเก็บค่า และทำให้ตัว Global มีคนเดินเพิ่มมากขึ้น แถมยังส่งผลให้มูลค่าของที่ดินขึ้นตามไปด้วย
ถ้าทำตลาดไนท์บาร์ซ่า ได้ทุกสาขา จะสร้างมูลค่าและโอกาสได้อีกมาก และนี่เป็นจุดเด่นที่สาขาในต่างจังหวัดที่มีพื้นที่เยอะๆ
จะได้เปรียบในกรุงเทพ หรือเช่าที่ตามห้างครับ

กลยุทธ์: GLOBAL มี Warrant GLOBAL-W ราคาใช้สิทธิ 7.5 บาท
กำหนดการแปลง 4 ครั้ง
ครั้งที่ 1. 18 พศจิการยน 2554 => มีคนแปลง 66 คน 9,926,868 หน่วย คงเหลือ 230,073,115
ครั้งที่ 2. 18 พฤษภาคม 2555
ครั้งที่ 3. 16 พศจิกายน 2555
ครั้งที่ 4. 17  พฤษภาคม 2556 <= ครั้งสุดท้าย

ถ้าแปลงลูกได้ทั้งหมด จะได้เงิน = 7.5×240ล้านหุ้น = 1,800 ลบ. ก็เติมเงินจาก OD + กระแสไม่มาก ในการขยายสาขาครับ
หลังแปลงทั้งหมด ปี 56 จะDilue ไปประมาณ 16% กับสาขาราวที่เพิ่มขึ่นเป็น 23-24 สาขา จากปัจจุบัน 13 สาขา

ฉะนั้นถ้าราคาลูก GLOBAL-W < GLOBAL-7.5 ก็แนะนำให้ซื้อลูกจะได้ส่วนลดมากกว่า
ดูตารางที่ทำมาส่วนต่างมาเผื่อทั้ง2ฝั่งเลยแล้วกัน

หลังปันเป็นหุ้น 5:1 จะกลายเป็นการใช้สิทธิ์ใหม่ กลายเป็นตารางนี้ (เพิ่มเติม 28 มีนาคม 2012)

http://sharecapture.com/image/e2a1c67de5c24feaba8217e7cd309f81

ตอนนี้ก็มีประมาณนี้ ไม่แน่ใจว่าจะมีภาคต่อหรือเปล่า สวัสดีเทศกาลตรุษจีครับ ตุ้งแช่ๆๆๆ
https://i1.wp.com/www.xn--12c1bb3cmk5a6ct7kua.com/wp-content/uploads/2011/05/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%95-Lion-Dance.jpg
@Shaen
เขียนครั้งแรก 20 ม.ค. 55
เพิ่มเติม#2 ความเสี่ยง+แก้ไขตาราง 22 ม.ค.55
เพิ่มเติม #3 27 ม.ค.55
เพิ่มเติม #4 2 ก.พ.55 เรื่อง Global Night Barza
เพิ่มเติม #5 6 ก.พ.55 ประมาณการกำไร 2012F 2013F
เพิ่มเติม #6 26 มี.ค. 55 เพิ่มตาราง Warrant ใหม่หลังปรับแจกปันผลเป็นหุ้น

ย้อนอ่าน Global The Next Star ภาค1

ย้อนอ่าน Global The Next Star ภาค2

อ่าน Global The Next Star ภาค4

อ่าน Global The Next Star ภาค5

เนื้อเรื่องย่อ

เท่าที่อ่านบทความของกูรูหลายๆคนทั้งในมือในตำนาน และนักลงทุนหน้าใหม่ที่น่าจับตาหลายๆคน จะเห็นว่ามี “วรรคทอง” ที่ทำให้ต้องชะงักอยู่
หลายครั้ง ชะงัก เพราะมันโดน หรือชะงักเพราะสังสัย ‘ยังไม่แน่ใจในความหมายที่แท้ของผู้เขียน

เลยคิดว่าจะทำเป็น Category นึงไปเลยกับ
QOI : Quote of Investment

อย่าง QOI แรก ขอยกวรรคทองสุดคลาสสิกปู่ Buffet ว่าเอาไว้

Rule No.1: Never lose money.
Rule No.2: Never forget rule No.1.

ย้อนกลับไปเมื่อ เริ่มลงทุนใหม่ๆเมื่อปี 49-50 ผมก็คิดว่า อ๋อ อย่าขาดทุนตามแนว VI ก็ต้องถือลงทุนด้วยจิตมั่นคง แ้ม้ราคาจะลงไปมากขนาดไหน
ถ้าพื้นฐานยังดีอยู่ ก็ไม่ควรขาย ไม่ควรขาดทุน แหงมๆล่ะ
แต่มันเป็นความหมายที่ปู่แกตั้งใจจะสื่ือจริงๆ หรือเปล่า?

จนกระทั่ง เมื่อเจอSubPrime เข้าไป กลับมาคิดว่า การไม่ขาดทุนเลยนี่ มันเป็นไปได้เหรอ!? แล้วเซียนๆอย่างปู่แกล่ะ เคยขาดทุนมั้ย ปรากฏว่า แกก็เคยตัดใจขายทุนในตัวที่ยอมรับว่าตัดสินใจผิด!

ทำให้ผมคิดดูใหม่ว่า ประเด็นที่ปู่ต้องการจะบอก น่าจะเป็นว่า ถ้าไม่อยากขาดทุน ก็ต้องลงมือทำการบ้านก่อน
ที่ตัดสินใจซื้อหรือเปล่า เพราะที่ผ่านๆมา กว่าปู่แกจะซื้ออะไรแต่ละที ยากเย็นแสนเค็ญ จนถึงขั้นว่า
ต้องการมีแยกตระกร้าว่า ธุรกิจไหนอ่านรายงานประจำปีแล้วน่าสนใจมั่งหรือเปล่า
แล้วก็ไม่ต้องมาขอพบอะไรกันบ่อยๆ ถ้าบริษัทคุณดีจริง ปู่จะโทรไปหาเอง

ประเด็นถัดมา ผมตีความว่า ปู่น่าจะบอกเป็นนัยว่า การลงทุนเป็นเกมรับ สิ่งที่สำคัญในการลงทุนหาใช่การสร้างกำไร
แต่น่าจะเป็นการปกป้องเงินต้นมากกว่า

ถ้าปู่เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล ก็คงจะเน้นเกมรับเป็นพิเศษ ยิงไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่เสียประตู ก็ไม่แพ้ล่ะว่ะ

แต่ถ้าปู่เป็นนักรบให้เลือกอาวุธลงสนามรบ อย่างแรกที่ปู่จะเลือกน่าจะหยิบ ก็จะเป็นโล่ก่อนดาบด้วยซ้ำ
เพราะการที่เราจัดการกับศัตรูได้นับสิบ แต่ถ้าโดนเสียบทีเดียวก็ตาย จะไปมีประโยชน์อะไร ในเมื่อ
เราเป็นนักรบที่สู้เพื่อตัวเอง แล้วดันมาตายซะนี่ แต่ถึงแม้จะจัดการใครไม่ได้เลย แต่รอดกลับมาได้
อย่างน้อย ก็ได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่างเพือให้เห็นภาพความสำคัญของเกมรับ
เน้นเกมรุก : เงินต้น 1 ล้าน ใส่เต็ม port ทุ่มตัวเดียว

รบครั้งแรกชนะ 10% 1.1 ล้าน
รบครั้งที่2 ชนะอีก 10% : 1.21 ล้าน
รบครั้งที่3 ชนะอีก 10% : 1.33 ล้าน
รบครั้งที่4 ชนะอีก 10% : 1.46 ล้าน
รบครั้งที่5 โชคไม่ดี ขาดทุน 40% = 0.8778 ล้าน
หมายความว่า คุณชนะ 4 แพ้ครั้งเดียวแค่ผลตอบแทนติดลบ

และถ้าอยากรู้ผลลัพธ์ลองวนซ้ำดูไปเรื่อยๆครับ
ครบรอบที่ 10 คุณจะเหลือเงิน 0.77 ล้าน
ครบรอบที่ 15คุณจะเหลือเงิน 0.676 ล้าน

ถึงแม้โอกาสแพ้จะแค่ 1/4 ครั้ง หรือมีโอกาสชนะ 75%
แต่ทุกครั้งที่แพ้ แล้วเราไม่ตัดขาดทุน เราต้องทำกำไรให้มากกว่้าที่ขาดทุนเท่าไหร่
ถึงจะเท่าทุนเดิมลองดูบรรทัดข้างล่างครับ

เมื่อเราขาดทุน 10% พอร์ตเราต้องโต 11.11% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 20% พอร์ตเราต้องโต 25% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 30% พอร์ตเราต้องโต 42.86% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 40% พอร์ตเราต้องโต 66.67% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 50% พอร์ตเราต้องโต 100% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 60% พอร์ตเราต้องโต 150% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 70% พอร์ตเราต้องโต 233% ถึงจะมีทุนเท่าเดิ
เมื่อเราขาดทุน 80% พอร์ตเราต้องโต 400% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม
เมื่อเราขาดทุน 90% พอร์ตเราต้องโต 900% ถึงจะมีทุนเท่าเดิม

ฉะนั้นถ้าไม่อยากแม้กระทั่งมาตัดขาดทุนบ่อยๆ สิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือ ควรทำการบ้านก่อน
ซื้อเมือมี MOS และอย่าลืมว่า การลงทุนเป็นเกมรับ เงินต้นสำคัญที่สุด

แล้วคุณล่ะ ตีความ QOI นี้ว่าอย่างไง มาคุยกันครับ

QOI-1 : Never lose money