Monthly Archives: พฤษภาคม 2011

วิธีการประมาณราคาหุ้นแบบง่ายๆ

มาตรฐาน

เราจะรู้ได้ยังไงว่า หุ้นที่เราเล็งอยู่ แพงไป ถูกไป หรือ ราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่
มีวิธีหลายวิธี DCF(Discounted Cash Flow) วิธีที่นักวิเคราะห์ชอบใช้ แต่วิธีการจะหาก็ต้อง
ลงแรงกันไม่น้อย แต่ถ้าสนใจจริงๆ ลองอ่านที่หมอ Reiter เขียนดูครับ
http://reitertvi.wordpress.com/tag/dcf

แต่ว่าถ้าให้ 10 คนคำนวณหา DCF ทั้ง 10 คนก็หาได้ไม่เท่ากันอยู่ดี !!!
แล้วถ้าเราคำนวณหาอีกคน ก็เชื่อแน่ว่า ก็ไม่เหมือนทั้ง 10 คนอีก แล้วทำไงดี !!
ง่ายที่สุด เร็วที่สุด เลยก็คือ …เอาค่าเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์มานั่นเอง

ยกตัวอย่าง consensus จาก settrade ของ CPALL ให้ค่าเฉลี่ยที่ 49.29* สำหรับปี54 http://goo.gl/l8HTi

ขอยกตัวอย่างอีกวิธี PE Multiple คือวิธีคำนวณหา กำไรต่อหุ้น x P/E

ให้เปิด http://goo.gl/hbMIM ควบคู่ไปด้วยจะเห็นว่า
4Q/53 = 1.48 บาท
1Q/54 = 0.46 บาท => อนุมาณว่า 4Q/54 = 0.46×4 = 1.84 บาท/หุ้น (กรณีไม่มีเหตุผิดปกติ)

P = E x (P/E)
ราคา = กำไรต่อหุ้น x P/E

เราประมาณการ กำไรต่อหุ้นได้ = 1.84
P/E จะเอามาจากไหนล่ะ
1. P/E ปีก่อนของตัวเอง
2. ถ้าให้ละเอียดขึ้นอีกนิด P/E เฉลี่ยย้อนหลังของตัวเอง แต่ต้องดูด้วย กำไรโตสม่ำเสมอมั้ย
3. P/E เฉลี่ยของกลุ่ม
4. ดูจาก Growth เช่น ปีหน้าโตแน่ 25 % P/E ก็ราวๆนี่ เว้นแต่บางกลุ่มจะมีค่า Premium จาก Brand หรือ Defensive Stock

http://sharecapture.com/image/e2e828c3f4274ffa95b5f528eb829b47

กรณีตัวอย่างนี้ เอา P/E สิ้นปี 53 แล้วกัน เพราะ CPALL มี Premium กว่าเพื่อนบ้านจริงๆ

มูลค่าที่ควรจะเป็น = 1.84 x 28.4 = 52.26 บาท ณ สิ้นปี 54

ถ้าคิดจาก Growth ของกำไรต่อหุ้น => 1.84/1.48 = +24.32%
จริงๆถ้าไม่ใช่ค้าปลีก PE โตเท่านี้  P/E ควรจะอยู่แค่ 24 เท่านั้น แต่อย่างที่บอกว่ากลุ่มนี้เค้ามีความพิเศษ
(อ่าน การให้ค่า P/E กับกิจการได้ที่ https://vihybrid.wordpress.com/2011/07/25/pegd )

อันนี้คือราคาที่ประเมิณแบบง่ายๆ คร่าวๆ กรณีัไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ จะเห็นว่าใกล้เคียงกับที่ค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์
แล้วเราก็สามารถคำนวณต่อไปในปี 55 56 ได้อีกบนพื้นฐานที่สาขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เราควรจะทำต่อก็คือ ติดตามข่าวและปัจจัยของกิจการว่า เวลาที่เหลือของปีนี้ มีปัจจัยอะไรที่มากระทบ
แล้วจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อกิจการอย่างไร

อ้างอิงจากข้อมูลจาก
http://www.dcs-digital.com/setweb/downloads/2554q1/20110520_cpall.pdf

เว้นแต่จะมีอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ เช่น โดนเผาหลายสิบหลายร้อยสาขา น้ำท่วมนี่โอกาสยังเป็นได้ง่ายกว่า
แต่ก็ต้องพิจารณาต่อว่า ท่วมกี่สาขา ท่วมกี่วันก็พิจารณา โอกาสที่จะเกิดขึ้น และไม่เกิด หรือ คนหันไปเข้าร้านอื่นแทน!

ขมวดส่งท้าย

สิ่งที่เราทำได้คือ คำนวณกำไรต่อหุ้น แต่ราคาในตลาดจะขึ้นๆลงๆ ด้วย Momentum ของเศรษฐกิจโลก
และอารมณ์ของตลาด
ซึ่งเป็นตัวส่งผลให้ P/E แกว่งไป แกว่งมา

หวังว่า พอจะได้ idea ในการประเมิณราคาหุ้นกันบ้างแล้วนะ การยกตัวอย่าง CPALL เพราะเป็นธุรกิจที่ทุกคนเห็นภาพชัด
ว่าทำมาค้าขายอะไร และสัมผัสกิจการได้สะดวกครับ

ถ้าอยากคำนวณแบบละเอียดขึ้น ลองอ่านการ การประมาณของ Global ที่ผมเขียนดูครับ
https://vihybrid.wordpress.com/2012/02/13/global-4/

เขียนครั้งแรกใน facebook 20 พ.ค.54 (น้ำยังไม่ท่วม)

ภาคต่อเนื่อง หลัง CPALL แจกปันผลเป็นหุ้น 1:1
https://vihybrid.wordpress.com/2012/05/08/cpall-dilute/
@Shaen

สิ่งมหัศจรรย์อันดับ8ของโลก

มาตรฐาน

เคยสงสัยมั้ยว่า ไอการที่เราเอาเงินไปลงทุนนู้นนี่ แท้ที่จริง เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20ปี ไอที่เราลงทุนอยู่ มันจะงอกเงยได้ซักแค่ไหน
มีสูตรคำนวณเพิ่มเติมให้ผลตอบแทนจะเพิ่มเป็นเท่าตัวสูตรที่ว่า = 72/N
โดยที่ N= ผลตอบแทนรายปี
สมมติ A ได้ผลตอบแทน 3% ,B ได้ 6 ต่อปี และ C 12% ต่อปี
A=> 72/3 = 24
ฺB=> 72/6 = 12
C=> 72/12 =6
ดร.นิเวศน์ * 72/38.6 => 1.86 ปี

หมายความว่า กว่าทรัพย์สินจะเพิ่มเป็นเท่าตัว
A ใช้เวลา 24 ปี
B ใช้เวลา 12 ปี
C ใช้เวลา 6 ปี
ดร.นิเวศน์ใช้เวลา 1.86 ปี !!!

*ผลตอบแทนทบต้น คืออะไร อธิบายง่ายๆว่า สมมติ ปีแรก เราลงทุน 100 ได้ 120
เราก็เอาอีก 20 ไปลงทุนต่ออีก ปีที่2จึงเป็น 120×1.2 = 144  ปีที่3 144×1.2 เห็นว่ามันเพิ่มขึ้นในแบบยกกำลัง

ความจริงที่น่าตกใจ แท้ที่จริง A ยังน้อยกว่า อัตราเงินเฟ้อในปีปัจจุบัน(2554)ซะอีก หมายความว่า 2ล้านใน อีก 24ปีข้างหน้า
ก็มีมูลค่าไม่มากไปกว่า 1ล้านในปัจจุบัน  สรุปคุณไม่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาเล้ย !!เงิน(Money) ก็นับเป็นสินทรัพย์อย่างนึง
ที่มีสภาพคล่องสูง ชำระหนี้ทางกฏหมายได้แต่ก็ควรตระหนักด้วยว่า ตัวมันเองก็ด้อยค่าลงไปทุกๆปี ตามเงินเฟ้อนะ

สิ่งที่ Buffet ได้เปรียบคนอื่น นอกเหนือจากผลตอบแทนที่มหัศจจรย์แล้ว
คือ เค้าเริ่มลงทุนตั้งแต่เด็ก เค้าจึงเวลาให้ผลตอบแทนงอกเงย นานกว่าคนอื่นหลายเท่า

ถ้าเริ่มต้นด้วยเงิน 1ล้านบาท ตอน 30 ปี ผ่านไป 24 ปี ก็ 54 ปี ก็จะเห็นว่า
ผลตอบแทนที่ต่างกันในรายปีเเพียงนิดเดียว แต่ทำให้ผลลัพธ์ ต่างกันมาก
A => 2M
B=> 4M
C=> 16M
ดร.นิเวศน์ => 2ยกกำลัง (24/1.86) = 7,643M
You => ???

ในระยะยาวแล้ว  ผลตอบแทนทบต้น และ เวลา จะเป็นตัวตัดสินดูเหมือนง่ายจังแต่สิ่งที่แอบซ่อนอยู่คือ คุณต้องมีทักษะในการเลือกลงทุน
ต้องมีวินัยเอาผลตอบแทนที่งอกมา ไปต่อยอดอีก และยิ่งคุณเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ก็มีระยะทางให้ SnowBall กลิ้งสะสมได้ยาวขึ้นไปอีก
SnowBall จึงน่าจะทำให้เห็นผลของการลงทุนในระยะยาวได้ดีที่สุด ยิ่งกลิ้งนาน ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร แปะๆๆ

ตารางแรก มี 1ล้านบาท ฝากธนาคารให้ดอกเบี้ย 3% หลังหักภาษีแล้ว(15%) แล้วลองเทียบกับ การลงทุนที่มีผลตอบแทน
ในระดับต่างๆกันดูครับ และผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทย ขึ้นๆลงๆ เฉลี่ยแล้ว อยู่ที่ประมาณ 12%ครับไม่นับปันผลอีก 3-4% ด้วย!!

ปล รูปเล็กให้กดขยายที่ตารางไปนะครับ




ลอง Download ตาราง Excel เศรษฐีไปเล่นดูครับ แถม Port Manager ด้วย =>  https://vihybrid.wordpress.com/excel-rich

ต้นฉบับเป็นของคุณA แห่ง A-Academy ผมเอามาดัดแปลงเพิ่มให้เ็ป็นระยะเวลา 30 ปีครับ
แล้วหวังว่าตารางนี้จะเป็นเข็มทิศในชีวิตการลงทุนให้คุณครับ

อย่าลืมว่าปัจจัยสำคัญคือ ผลตอบแทนทบต้น  ระยะเวลา และเงินที่เติม ฉะนั้นเริ่มก่อน ก็มีสิทธิ์ถึงเป้าหมายเร็วกว่า

@Shaen
เขียนครั้งแรก 12 พ.ค. 54
#2 เพิ่มเติมตาราง 7 ก.พ.55